POLITICS

‘ชยพล’ ชงตัดงบกรมฝนหลวง 960 ล้าน ซื้อเรดาร์ซ้ำซ้อน สเปกไม่ต่างจากกรมอุตุฯ

‘ชยพล’ ชงตัดงบกรมฝนหลวง 960 ล้าน ซื้อเรดาร์ซ้ำซ้อน สเปกไม่ต่างจากกรมอุตุฯ แถมยังครอบคลุมกว่า ถามเป็นปัญหาอุปกรณ์หรือการบริหารจัดการกันแน่

วันนี้ (8 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม

นายชยพล สท้อนดี สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรดาร์ตรวจอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 มีการเสนอขอจัดซื้อจำนวน 2 สถานี สถานีละ 480 ล้านบาท รวมวงเงิน 960 ล้านบาท โดยจะจัดตั้งที่ จ. อุดรธานี และ อ. พิมาย จ. นครราชสีมา จึงขอตั้งคำถามว่าเป็นภารกิจของกรมฝนหลวงฯ หรือไม่ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายเรดาร์ร่วมกับหน่วยงานอื่นได้ การจัดซื้อเพิ่มจึงเป็นการใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนเกินไป

นายชยพล ระบุว่า ปัจจุบันเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยามีอยู่แล้ว 12 สถานี ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศไทย จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดกรมฝนหลวงฯ จึงจำเป็นต้องสร้างเรดาร์ของตนเองเพิ่ม ประกอบกับปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ ก็มีเรดาร์อยู่แล้ว 9 สถานี ซึ่งอยู่ในรัศมีทับซ้อนกับเรดาร์เดิมที่มีอยู่ จึงมองว่าไม่ควรอนุมัติโครงการนี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 960 ล้านบาท

นายชยพล ยังกล่าวอีกว่า การขออนุมัติงบประมาณของกรมฝนหลวงฯ ไม่ได้มีการทำแผนวิเคราะห์ความจำเป็นในการมีเรดาร์เพิ่ม 2 สถานีดังกล่าว และไม่ได้แนบผลการศึกษารองรับ แต่เป็นการขอเสนอเข้ามาลอย ๆ จึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องสร้างเรดาร์ให้ทับซ้อนกันแน่นเช่นนี้ โดยยังไม่รวมเรดาร์ของกองทัพอากาศ กองทัพเรือ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และท่าอากาศยานต่าง ๆ ซึ่งทุกอย่างทับซ้อนกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มค่าต่องบประมาณ

“สรุปแล้วนี่คือปัญหาเรื่องอุปกรณ์หรือปัญหาเรื่องการบริหารกันแน่ เพราะเราไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ แต่แค่ปรับแก้ไขนโยบายด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายเรดาร์อากาศที่มีอยู่ของทุกหน่วยงานให้อยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้”

นายชยพล กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นศิษย์การบินมาก่อน ซึ่งปฏิบัติการบินที่สนามบินเดียวกับกรมฝนหลวงฯ และใช้เครื่องบินขนาดใกล้เคียงกัน รุ่นใกล้เคียงกัน รวมถึงใช้ข้อมูลในการทำแผนการบินและวิเคราะห์สภาพอากาศเหมือนกัน เมื่อพิจารณาจากสเปกและรุ่นเรดาร์ที่กรมฝนหลวงฯ ขอซื้อใหม่ พบว่าไม่ได้มีข้อมูลใดเพิ่มเติมไปกว่าสิ่งที่กรมอุตุนิยมวิทยามีอยู่แล้ว ซึ่งของกรมอุตุนิยมวิทยาครอบคลุมและมีความชัดเจนกว่า โดยไม่ต้องเสียงบประมาณสูงถึง 960 ล้านบาท

“การตั้งงบประมาณที่แพงขนาดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่ ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลขนาดนี้” นายชยพล กล่าวทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend