‘อนุทิน’ สั่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ อุดช่องโหว่กฎหมาย หลังพบแอบสร้าง-ใช้ใบอนุญาตไม่ถูกต้อง
นายกฯ มอบนโยบาย คณะกรรมการกิจการ Data Center ขอที่ประชุมร่วมกันกำหนดนิยาม-สถานะทางกฎหมาย คลายความกังวลของประชาชน ชี้ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่ต้องจัดระเบียบ อุดช่องโหว่ทางกฎหมายให้ครอบคลุม พร้อมคุมเข้มลักลอบเปิด-ใช้ทรัพยากรประเทศ ชู Green Energy รับ Net Zero
วันนี้ (4 ก.ย. 69) เวลา 08.35 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์มาพร้อมกับความท้าทาย เช่น การใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภค จนก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เช่นกัน ซึ่งกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล การศึกษา การทำงานจำนวนมาก ถือเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศไทยจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพที่มีอยู่และความพร้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวมาพร้อมกับความท้าทายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคในปริมาณสูง ตลอดจนความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะนี้รัฐบาลยังเห็นว่าสังคมมีความกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล แต่กฎหมายของประเทศยังพัฒนาไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเร่งมาตรการในการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเป้าหมายของประเทศไทยไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อเป็นสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนเช่นนี้ต้องสร้างรายได้ให้กับประเทศ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หลายประเทศผ่านจุดนี้มาแล้วและกำลังแข่งขันการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศใกล้บ้านเราอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง ก็ผ่านช่วงเวลาที่ต้องทบทวนการออกแบบระบบที่เหมาะสมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเศรษฐกิจดิจิทัลไปอย่างต่อเนื่อง
จากนี้จึงขอให้คณะกรรมการชุดนี้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน การกำหนดมาตรฐานกรีนดาต้าเซ็นเตอร์ การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และคลาวด์ของประเทศ โดยเชื่อว่าหากเรากำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการที่เรามีโอกาสเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลและศูนย์กลางของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่นำความสนใจและข้อกังวลของประชาชนมาช่วยกันหาทางออก โดยเฉพาะผู้ว่าฯ กทม. ที่พบการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร มีการแอบสร้างเข้ามาเพื่อลดต้นทุน และใช้ใบอนุญาตที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการลักลอบใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ใหม่สำหรับไทย แต่ต้องจับทางให้ได้ และต้องแก้ไข ใส่กฎระเบียบที่มีความรัดกุม และปลอดภัยกับประชาชนให้มากที่สุด
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่ทำดาต้าเซ็นเตอร์อีกแล้ว แต่เราต้องมาจัดระเบียบ เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ หากเป็นที่นิยมขึ้นมา บางคนก็ไปขายใบอนุญาต ไปขอไฟจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทยเผื่อไว้ก่อนเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ เท่ากับจำนวนการใช้ไฟของประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักธุรกิจแบบไทย ๆ คือการขอไว้ก่อน แล้วนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เมื่อหมดอายุก็หายไป ตนคิดว่ากรรมการชุดนี้คงจะต้องมีความชัดเจน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรียังขอให้คณะกรรมการชุดนี้เร่งสร้างนิยามขึ้นมาอย่างชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน และเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตนขอเน้นย้ำว่าเนื่องจากต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก มีการใช้ทรัพยากรรวมถึงทรัพยากรที่ดิน มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เราจะต้องทำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งกิจการนี้มีการใช้ไฟค่อนข้างมาก ต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตหลายหมื่นเมกะวัตต์ ประชาชนก็มีความกังวล ฉะนั้นการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และมากำหนดนโยบายในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมเน้นย้ำกับนายเอกนิติว่า กิจการนี้มีการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก รวมถึงที่ดินและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เราจะต้องทำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีแนวคิดในเรื่องของ Net Zero
ดังนั้น การใช้ไฟมากขนาดนี้ เราต้องไปเน้นที่ Green Energy มากกว่าพลังงานฟอสซิล เช่น ที่มีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมากเราก็ต้องมีการแก้ไข และเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็แล้วแต่ ทั้งพลังงานลม โซลาร์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็จะน้อยลง ขอให้คิดให้ครอบคลุมเพื่อตอบโจทย์ในทุก ๆ ด้าน และอยู่ภายใต้เกณฑ์ OECD ด้วย













