BANGKOK

‘ชัชชาติ‘ แจงปมดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง ยันไม่กระทบน้ำ-ไฟ

เหตุใช้น้อยกว่าห้างใหญ่ ส่วนเคสรามคำแหง 28-พระราม 9 หากพบตุนน้ำมันเอาผิดแน่ รับกฎหมายมีช่องโหว่ จ่อถกบอร์ดใหญ่ 4 ก.ย.นี้

วันนี้ (2 ก.ย.69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ร่วมแถลงข่าวกรณีพบดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานคร โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก

นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องกังวลของกรุงเทพมหานครเป็น และเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลดำเนินการแล้ว กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจได้แจ้งตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ข้างโรงบาลพระ พระราม 9 แล้ว และมีการสั่งไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตเพิ่มเติมให้มีการสำรองคลังน้ำมัน

ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล มีมานานแล้วเป็นระบบที่ให้บริการคลาว์ ซึ่งเป็นบริการภายในของบริษัท ที่บอกว่าในกรุงเทพมหานครมีดาต้าเซ็นเตอร์ 30-40 แห่ง มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะมีขนาดใหญ่เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์กับหน่วยงานอื่น ที่ผ่านมา เรามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครตั้งแต่ ปี 64-65 จำนวน 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตแล้ว 3 แห่ง อีก 3 แห่ง ให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

สำหรับข้อกังวล ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจะเป็นการขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้า ผังเมืองก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดเพื่อมีคำนิยามใหม่ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วในเดือน ส.ค.69 เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียดทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน โดยในกรุงเทพมหานคร จะมีขนาด20 เมกะวัตต์ ส่วนต่างจังหวัดอาจจะมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์

นายเกษม ในฐานะผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ ปกติจะจ่ายไฟแยกโดยไม่กระทบกับประชาชน โดยพื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้าก็เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้ หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าจะใช้ไฟขนาดใหญ่กว่านี้เยอะ หรือโครงการใหญ่ ๆ ก็จะใช้ไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัย

นายชัชชาติ กล่าวว่า ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครไม่ได้ใหญ่เหมือนใน EEC ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯ แต่ต้องคอยติดตามต่อไป โครงการขนาดใหญ่ต้องไม่อนุญาตเพิ่มเติม

รองผู้ว่าการการประปานครหลวง ชี้แจงถึงระบบหล่อเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันรายที่ใหญ่ ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน เทียบกับโรงบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ในอนาคตการประปานครหลวงพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงานดาต้าเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงาน และกรุงเทพมหานคร เราจะพยามให้ผลกระทบไม่เกิดขึ้นหรือน้อยที่สุด

นายชัชชาติ ย้ำว่าอนาคตต้องดูให้ละเอียดตามข้อกังวลของประชาชน ส่วนเรื่องน้ำเสีย ลักษณะของการใช้น้ำจะเป็นน้ำหล่อเย็น ไม่ได้เกิดมลพิษ พยายามนำกลับมาน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนหนึ่งระเหยกลายเป็นไอ ยังไม่มีการปล่อยน้ำเสียแต่ต้องตามต่อไป ว่ามีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงในคู่คลองหรือไม่ หากอยู่ใน EIA ก็จะทำให้เราติดตามได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องการสะสมน้ำมัน ข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากล ตามกฎหมายเป็นเรื่องของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า หากสะสมใช้ภายใน สะสมได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ไม่เช่นนั้นจะติดเรื่องผังเมือง

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 63 ที่มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุไฟดับไฟตกถึงจะมีการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการว่า การขออนุญาตใหม่จะไม่อนุญาต ใครจะมาขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลังสำรองน้ำมัน ขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะเรากำลังมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาการใช้น้ำ ไฟ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม

ขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะหยุดการอนุญาตไปก่อน ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในส่วนของข้อมูลว่า รามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันถึง 400,000 ลิตร แต่ข้อเท็จจริง ซึ่งตามใบอนุญาต ขออนุญาตไปเพียง 200,000 ลิตร ดังนั้นหากมีการเก็บน้ำมันเกิน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กรุงเทพมหานคร และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมันก็จะดำเนินคดีเช่นกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กรมธุรกิจพลังงานมีการกำหนดการกักเก็บน้ำมันขั้นสูงไว้ เป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลาย ๆ อนาคตอาจจะมีการปรับก็แล้วแต่กรมธุรกิจพลังงานจะดูความเหมาะสม เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครมีขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำมันได้เกินกฎหมายกำหนด ที่ผ่านมาพยายามปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อ ไม่ได้มีการหลีกเลี่ยงหรือช่วยใคร แต่บางประเด็นอาจจะไม่ทันสมัย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์พึ่งมาเป็นสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีที่รัฐบาลได้มีการกำหนดคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานได้กำหนดคำนิยามรวม ไปดูเรื่องผังเมือง การควบคุมอาคาร ไฟฟ้า และน้ำได้

ส่วนที่ผ่านมามีข้อกังวลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล และอีกแห่งหนึ่งมีการร้องเรียนขณะทดสอบที่ปั่นไฟฉุกเฉินในช่วงเวลากลางคืนเพราะเสียงดัง เมื่อทดสอบตอนกลางวันก็ไม่มีคนร้องเรียน

ในช่วงถามตอบ นายชัชชาติ ได้ตอบถึงกรณีความจำเป็นที่ต้องมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชน ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายรูปแบบ ในเมืองมีข้อดีคือ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ไฟเบอร์ออฟติก สาเหตุที่พระราม 9 เพราะมีไฟเบอร์ออฟติกเยอะเกี่ยวข้องกับความหน่วง (Latency) การที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า ”นี่อ่านจาก ai เขาวิเคราะห์ให้ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรอก แต่คิดว่าคนจะมีคำถามนี้“

นอกจากนี้ในกรุงเทพมหานครยังมีความเสถียรเรื่องระบบไฟ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถให้บริการได้ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เกตเวย์ของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมาเชื่อมที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การเชื่อมโยงง่ายขึ้นคงมีปัจจัยที่ทางธุรกิจเลือกด้วย

ส่วนความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับคลื่นความร้อนและรังสีที่ออกจากดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละจุดของกรุงเทพมหานครส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เพราะสภาพอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์ก็กังวลจึงต้องใช้น้ำในการหล่อเย็นคงต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งว่ามีผลอย่างไร แต่ที่ผ่านมาที่เปิดไปแล้วยังไม่ได้รับข้อร้องเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาให้ละเอียดเกี่ยวกับความร้อนที่เกิดขึ้นจากตัวคอมพิวติ้ง

นายชัชชาติ ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ขออนุญาตต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารอยู่ในกระบวนการ EIA เราไม่ได้มีการขอข้อมูลนี้แยกต่างหาก ปัจจุบันมีอยู่ดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 30-40 แห่งที่เปิดมา 10 กว่าปี แต่การขอตั้งแบบสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ มีประมาณ 6 แห่ง

ขณะที่ข้อกังวลเรื่องน้ำมันจะต้องดูเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ตัวกฎหมายกำหนดไว้ให้สะสมน้ำมันได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ต้องมั่นใจว่ามาตรฐานนี้สามารถดูแลได้เข้มข้นเหมือนกับที่มีการตั้งปั๊มน้ำมันในชุมชนก็สะสมน้ำมันเป็นแสนลิตร เชื่อว่าจะมีมาตรฐานที่ทำให้หน่วยราชการมั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัย คงต้องฝากกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบเข้มข้นให้ประชาชนไว้ใจได้ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สบายใจก็ต้องเอาให้ประชาชนมั่นใจให้ได้ ส่วนเรื่องกลิ่นต้องไปดูว่ามาจากไหน ก็ต้องฝากกระทรวงพลังงานดำเนินการต่อ

นางสาวฐิติภัสร์ ยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากพบลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินคดีอย่างสูงสุดโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมทั้งจะสแกนปูพรมตรวจทุกพื้นที่ โดยจะบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานในท้องที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รามคำแหง 28 ว่า ขออนุญาตในการกักเก็บน้ำมัน 200,000 ลิตร ส่วน 400,000 ลิตรที่เป็นข่าว เข้าใจว่าจะเป็นฟูลเฟสในอนาคตยังไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับที่เก็บน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ไม่รวมดาต้าเซ็นเตอร์ มีอยู่ประมาณ 56 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการตรวจให้เข้มข้น เพราะเป็นลักษณะการสะสมน้ำมัน ไม่ได้ใช้จำหน่าย แต่ใช้เพื่อกิจการของตนเอง

ขณะที่โซนนิ่งไม่ได้มีข้อจำกัด แต่หากคุยกับผังเมืองแล้วมีส่วนไหนที่ห้ามทำสามารถเพิ่มได้เลย ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องผังเมืองเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มนิยามใหม่ อย่างไรก็ตามวันที่ 4 ก.ย.นี้ เวลา 08.30 น. ตนเองจะเข้าร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับนายเอกนัฏ เชื่อว่ารัฐบาลคงมาตรการออกมาเพื่อจะทำให้ชัดเจน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแต่ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของเมืองและประชาชน ถ้าไม่เหมาะสมต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อน ปัจจุบันต้องดูระเบียบให้อัปเดตและทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องผังเมืองกับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องดูว่ามีผลกระทบอย่างไร ต้องมองไปถึงอนาคต สร้างไปแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนสามารถใช้กฎหมายอื่นไปดำเนินการได้ ผังเมืองไม่น่าใช้เวลานาน หากออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแนวทางปฏิบัติได้

ส่วนที่มีการตั้งคลังสินค้าโดยไม่ต้องมี EIA ไม่ใช่เป็นการเลี่ยง แต่เขาปฏิบัติตามคำนิยามที่มี เราทำหน้าที่ต้องทำตามข้อกฎหมายที่มี เราเห็นปัญหาเราต้องรีบแก้ ยอมรับว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่ จะเป็นออฟฟิศก็ไม่ใช่เพราะไม่มีคนทำงาน เป็นเวลาที่ดีมองไปในอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้น

อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินใครจะรับผิดชอบ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากกรมธุรกิจพลังงานไปดูคลังน้ำมันมีปัญหาก็ต้องหยุด การใช้ไฟฟ้าหากมีผลต่อประชาชนการไฟฟ้านครหลวงต้องสั่งหยุด หากปล่อยน้ำเสียการประปานครหลวงก็ต้องสั่งให้หยุด หากก่อสร้างผิดกฎหมายกรุงเทพมหานครก็ต้องดู ขณะนี้ต่างคนต่างทำ แต่ละคนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เชื่อว่าอนาคตจะมีการรวมศูนย์เพื่อทำในภาพรวมมากยิ่งขึ้น และต้องดูความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในแต่ละส่วน ยืนยันว่าในแต่ละส่วนไม่ได้ถูกละเลย อนาคตอาจจะมีการเพิ่มการทำ EIA หรือศึกษาบทเรียนจากที่อื่น เชื่อว่าเป็นบทเรียนเชิงบวก

เมื่อถามว่าที่มีคนถามว่ายังไม่มีกฎระเบียบ แต่ทำไมมีการสร้างไปแล้ว นายชัชชาติ กล่าวว่า กฎแต่ไม่ครอบคลุม ไม่ได้พูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ชัดเจนจึงเป็นจุดที่ต้องปรับให้ดีขึ้น ดังนั้นแต่ละหน่วยงานต้องคาดการณ์อนาคตให้ชัดเจนมากข

Related Posts

Send this to a friend