POLITICS

สภาฯ ผ่านฉลุย 285 เสียง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯ ผ่านฉลุย 285 เสียง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘เอกนิติ’ แจงยิบเหตุจำเป็น ประเทศต้องเผชิญวิกฤต 3 ระลอก เปรียบเหมือนหลังคารั่ว ซ่อมดีกว่าหาถังรองน้ำ ให้คำมั่นจะใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่าโปร่งใส

วันนี้ (26 ส.ค. 69) ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรประชุมวาระเรื่องด่วนพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเปิดให้ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เวลา 09.00 น.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปว่าในที่ประชุมมีความเห็นต่างหลายเรื่อง เห็นตรงกันหลายเรื่อง และเห็นคลาดเคลื่อนในหลายเรื่อง สำหรับประเด็นที่เห็นต่าง สส หลายคนมองว่าวิกฤตครั้งนี้รุนแรงเพียงพอหรือไม่ เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่

นายเอกนิติกล่าวถึงวิกฤต 3 ระลอกที่เป็นเหตุผลให้ออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤตคลื่นแรกคือ วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ไทยใช้มาตรการกองทุนน้ำมันทำให้ราคาน้ำมันในไทยสูงขึ้น 30% วิกฤตค่าครองชีพ พบว่าเงินเฟ้อสูงขึ้น 3% จากที่ติดลบในไตรมาสแรก และทำให้ต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 10% ขณะที่วิกฤตระลอกที่สามคือ วิกฤตกำลังซื้อหด การบริโภคไตรมาสสองติดลบจากไตรมาสแรก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะทำให้คนตกงานและธุรกิจต้องปิดตัว

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนพูดก็ยืนยันได้ว่ามันคือวิกฤตโดยที่ไม่ต้องใช้ตรรกะแต่ใช้ข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ว่าเราตัดสินใจถูกต้อง หากเราปล่อยให้เกิดวิกฤตแล้วหยุดไม่ได้จะกลายเป็นแผลเป็นในระบบเศรษฐกิจไทย และจะยิ่งแก้ยาก หากปล่อยไปจะเกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สำหรับเรื่องที่เห็นต่างหลายคนบอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องระยะยาว ต้องค่อย ๆ ทำ นักวิเคราะห์ทั้งหลายเห็นว่าประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบ 10% รายได้ประชาชาติ ทำให้เราอ่อนไหวต่อการขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลก ฉะนั้นตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสสองที่เราเคยเกินดุลมาตลอดกลับมาติดลบเกือบ 6 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเปราะบาง และเป็นความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายเอกนิติเปรียบเปรยว่า เหมือนบ้านที่หลังคารั่ว ฝนตกมาก็ต้องหาถังน้ำมารองเรื่อย ๆ เยียวยาประชาชนเรื่อย ๆ ก็ต้องกู้อยู่ดี เพราะวันนี้รายได้น้อยกว่ารายจ่าย ลดภาษีสรรพสามิตก็ต้องนำมาสู่การกู้เงิน ไม่ดีกว่าหรือที่จะใช้เงินมาซ่อมหลังคาจะได้ไม่ต้องหาถังน้ำมารองอยู่เรื่อย ๆ เศรษฐกิจไทยก็ต้องขาดดุลไปเรื่อย ๆ และอาจจะนำไปสู่วิกฤตซ้อนวิกฤต ฉะนั้นเราต้องช่วยประชาชนกลุ่มที่ไม่มีคนมาสมทบ ด้วยการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท ส่วนกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อก็ช่วยออกให้ 60:40 พร้อมกับช่วยเหลือกลุ่มไรเดอร์ภายใต้งบประมาณที่จำกัด งบประมาณไม่พอเราจึงต้องนำเงินจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้มาเปลี่ยนหลังคาของประเทศไทย ไม่ใช่หาถังน้ำมาช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น

สิ่งที่เห็นตรงกันคือ เงินทุกบาทต้องคุ้มค่า โปร่งใส และต้องช่วยประชาชนจริง ๆ พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็เหมือน พ.ร.ก.ในอดีต แต่ที่ต่างคือมีการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดและแคบกว่าคือ ต้องการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต ลดการพึ่งพาพลังงาน ช่วยการเปลี่ยนผ่าน และต้องการสร้างทักษะใหม่ให้คนไทย ถ้าเอาโครงการเก่า ๆ มาตัดแปะเหมือนในอดีตจะถือเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะวันนี้เราต้องการสร้างบ้านให้กับประเทศไทยอย่างแข็งแรงให้บ้านไม่รั่ว เรากำหนดวัตถุประสงค์ชัด แต่ที่โครงการมาช้าถือเป็นสิ่งที่ดี หลายหน่วยงานรู้ว่าตนเองเข้มงวด เป็นการสะท้อนถึงความโปร่งใสและต้องการทำให้เม็ดเงินถึงมือประชาชน

“เวลาจะออกแบบบ้านต้องการบ้านที่แข็งแรง ต้องการให้สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญออกแบบห้องต่าง ๆ และดูว่าเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ หากไม่ดีก็ต้องปรับเปลี่ยน ถือเป็นความรอบคอบและเป็นความตั้งใจที่จะเป็นประโยชน์ของประเทศไทย ไม่ใช่เป็นโครงการที่มีอยู่แล้วและนำมาเสนอ”

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้กู้เงินมากอง แต่เป็นการกู้เงินเพื่อความจำเป็น เราอาจจะไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่มั่นใจว่าการที่เราออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เราต้องการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการดูแล เงินของประชาชนต้องใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และประเทศไทยควรจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างชาติ จึงต้องประคองประชาชนและเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานสะอาด ลงทุนเพื่ออนาคตเพื่อความแข็งแกร่งของประเทศไทย

จากนั้นในเวลา 20.28 น. ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติในวาระดังกล่าว โดยมีจำนวนผู้ลงมติ 478 คน เห็นด้วย 285 คน ไม่เห็นด้วย 141 คน งดออกเสียง 52 คน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว

Related Posts

Send this to a friend