POLITICS

‘พิธา’ หวังเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจตีแผ่คดีฮั้ว สว.

‘พิธา’ หวังเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจตีแผ่คดีฮั้ว สว. ทำ ‘ขั้วสีน้ำเงิน’ เปราะบาง จนลงมติไว้วางใจพวกเดียวกันยาก จี้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ย้ำพรรคส้มได้รับบทเรียน ปมโหวต ‘อนุทิน‘ พร้อมพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคำขอโทษ

วันนี้ (26 ส.ค. 69) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงบ้านใหญ่ โดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงินว่าเป็นบ้านใหญ่ หากล้มก็จะล้มแรง หลังพรรคฝ่ายค้านเตรียมตีประเด็นคดีฮั้ว สว. ว่า จังหวะการเมืองตอนนี้ใกล้ที่จะถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และต้องแสดงความชื่นชม นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ค่อย ๆ ตีแผ่ประเด็นออกมาเป็นเรื่อง ๆ

นายพิธา กล่าวว่า อยากเห็นการใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ไม่เสียของ และรวบรวมซีรีส์ทั้งหมดมาตีแผ่ในการใช้เวทีนี้ให้มีประโยชน์มากที่สุด รวมถึงให้เกิดความเปราะบางกันเองที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน เพื่อที่จะให้การลงคะแนนไว้วางใจพวกเดียวกันเองยากมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้เรื่องราวค้างสายตามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมองว่าสิ่งที่ทำมายังไม่สูญเปล่า และยังอยากให้เรียงลูกระนาดออกมา และเรียบเรียงให้ประชาชนเห็นภาพมากที่สุด จะได้เห็นว่าน้ำเงินอ่อนกับน้ำเงินเข้มเป็นทิศทางเดียวกันมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อบ้านใหญ่กับบ้านใหญ่รวมตัวกัน อยู่พรรคเดียวกันด้วยกัน และสมประโยชน์กัน ก็มีผู้ได้ก็ต้องมีผู้เสีย

นายพิธา กล่าวว่า สำหรับรัฐบาลชุดนี้ ทั้งเรื่องฮั้ว สว. และการโกงสอบท้องถิ่น ตนคิดว่ามันคงเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะในการจะเข้าสู่อำนาจและสร้างแผนให้กับตัวเอง หรือทิ้งร่องรอยขนมปังเต็มไปหมด ก็มีกระบวนการรวมหลักฐานข้อมูลที่ยังไม่เนียนเยอะแยะ แต่ต้องดูว่าเราจะเห็นองค์กรอิสระเป็นอิสระจากรัฐบาล แต่มีความยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน

“ถ้ามีองค์กรอิสระแล้วไปยึดโยงกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ก็เรียกว่าเป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีความชอบธรรม ขอวิงวอนไปถึง กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดูตรงนี้ให้ตรงไปตรงมาด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นเครื่องมือในการทำร้ายพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง“ นายพิธากล่าว

เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคประชาชนกำลังกังวลเรื่อง กกต. จะส่งเรื่องคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาลฎีกา มองเรื่องนี้อย่างไร นายพิธา กล่าวว่า ตนโตมาในช่วงของ กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็มี กกต. ติดคุกเยอะตั้งแต่สมัยโน้น ตรงนี้ตนคิดว่ามันเป็นบรรทัดฐาน ถ้าเกิดเป็นองค์กรอิสระและไม่ยึดโยง แต่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นมาก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าจะหลายสิบปีก่อน ก็อยากให้ กกต. เป็น กกต.ของประชาชนให้ได้ แล้วก็ทำให้เห็นตามฐานข้อมูลที่มี

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าคดี สว. ไม่ได้เกี่ยวกับตนเอง เนื่องจากว่าเกิดขึ้นหลังจากสมัยที่ตนเองได้เป็นรัฐบาลแล้ว นายพิธา กล่าวว่า ก็มีหลักฐานออกมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลิปชัด ๆ ที่รองประธานสภาของพรรคนั้น และเรื่องโรงแรมหลาย ๆ จังหวัด ตั้งแต่สตูล บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี อ่างทอง ก็มีอยู่พรรคเดียวที่คิดว่าจะให้ความเป็นธรรม และไปเจอกันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจว่าจะตอบได้มากแค่ไหนกับเรื่องราวเหล่านี้ โดยพรรคประชาชนได้ตีแผ่ให้เห็นจนค้านสายตาว่าเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. โดยมองว่าเรื่องนี้เหมือนกับการตีเส้นยึดกลุ่มระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้ามเส้นกันชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่า การที่พรรคประชาชนเคยยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจส่งผลต่อคดี และทำให้พรรคประชาชนถูกมองว่ามีส่วนกับเรื่องนี้ นายพิธา กล่าวว่า ตนคิดว่าพรรคส้มได้รับบทเรียนและยอมรับผิดไปแล้ว และตอนนี้จะต้องก้าวข้ามตรงนั้นด้วยการทำงานเพื่อให้ประชาชนได้เห็น ไม่ใช่แค่คำพูดขอโทษ แต่เป็นการทำงานฝ่ายค้านเข้มแข็งที่พยายามจะทำอยู่ เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเอง และสามารถซื้อใจประชาชนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาที่พรรคประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

นายพิธา กล่าวว่า แต่คงไม่ได้เป็นเรื่องที่เราตั้งใจจะทำแบบนั้นเพื่อให้คดีมันถูกหายไป เพราะต้องแยกประเด็นออกจากกัน โดยตอนนั้นคิดว่าบริบทและการที่จะแก้รัฐธรรมนูญด้วยฐานข้อมูลชุดที่ยังมีอยู่ ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ ในฐานะที่ตนเคยเจรจาทางการเมือง รู้สึกว่าต้องยอมรับ และรู้สึกเห็นใจไปในตัวกับข้อมูลที่มันจำกัดในตอนนั้น

“แต่ถ้าเมื่อผิดพลาดแล้วยอมรับ และทำงานเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองให้มากยิ่งขึ้น มากกว่าคำว่าขอโทษ ก็หวังว่าการทำงานที่มันสม่ำเสมอจะทำให้ประชาชนเปิดใจให้กับพรรคประชาชนอีกหนึ่งครั้ง” นายพิธา กล่าว

Related Posts

Send this to a friend