ปชป. ยื่น ป.ป.ช. ขอคุ้มครอง – กันผู้เกี่ยวข้องทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นพยาน
ปชป. ยื่น ป.ป.ช. ขอคุ้มครอง – กันผู้เกี่ยวข้องทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นพยาน หวังสาวถึง ‘นายหน้า-ตัวการใหญ่’ ชี้มีผู้เกี่ยวข้องราว 5,925 ราย แต่คนให้ข้อมูลยังกลัวถูกดำเนินคดี แฉมีข้อมูลโยงภาคใต้-อีสานถึงระดับนักการเมือง
วันนี้ (24 ส.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และ นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้พิจารณาออกมาตรการคุ้มครองและกันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นไว้เป็นพยาน เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีข้อมูลสำคัญสามารถให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่การขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ โดยมี นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับหนังสือ
ภายหลังการยื่นหนังสือ นายไพศาล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย เพราะปัญหาการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงการเมือง แต่กำลังลุกลามไปถึงกระบวนการสอบเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น หากประเทศไทยมีทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการทุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบประเทศในภาพรวม
นายไพศาล กล่าวว่า “เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” พร้อมระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมร่วมมือกับ ป.ป.ช. เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินการ และไม่ต้องการให้ตัดตอนเพียงผู้ที่อยู่ระดับล่างของขบวนการ โดยยกตัวอย่างว่า หากมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 6,000 คน จ่ายเงินคนละ 600,000 บาท จะมีเงินมากกว่า 3,000 ล้านบาท และยังต้องตั้งคำถามว่าก่อนหน้านี้มีการดำเนินการมาแล้วกี่รอบ
นายไพศาล กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่การซื้อขายดังกล่าวส่งผลต่อระบบราชการ เพราะบุคคลบางส่วนต้องการเข้าสู่ระบบราชการอย่างสุจริต แต่กลับต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่มีการซื้อขาย การโกง และการทุจริต ซึ่งจะทำให้ระบบราชการเสียหาย
นายไพศาล กล่าวว่า ป.ป.ช. จำเป็นต้องแสดงความชัดเจนว่าจะใช้อำนาจตามมาตรา 131 และมาตรา 135 เพื่อคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลที่สามารถเปิดเผยข้อมูลถึงเส้นทางการเงิน ผู้รับเงิน ผู้สั่งการ และผู้บงการ เพราะบุคคลเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้
นายไพศาล ยังกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องกับคดีว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และมีรายงานถึงกรณีผู้ฆ่าตัวตายจากความเครียดและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยผู้ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ระบบราชการจำนวนหนึ่งอาจต้องการสอบอย่างสุจริต แต่เมื่อระบบเปิดช่องให้มีการซื้อขายตำแหน่งหรือคะแนน พวกเขากลับต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการดังกล่าว และเมื่อถูกตรวจสอบหรือไม่ได้รับตำแหน่ง ก็ต้องสูญเสียทั้งเงินและอนาคต
นายไพศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่เข้าสู่ระบบราชการผ่านกระบวนการดังกล่าวอาจถูกกระบวนการนี้ “ล็อกชีวิต” และต้องเผชิญกับการทำงานในระบบที่มีการทุจริต โดยเฉพาะข้าราชการในท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณเพื่อประชาชน พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับเรื่องนี้
นายไพศาล ย้ำว่า ความเสียหายจึงไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหลายพันล้านบาทเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายต่อระบบประเทศ เพราะหากบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งราชการผ่านการทุจริตได้รับการบรรจุและมีอำนาจดูแลงบประมาณของประชาชน ย่อมส่งผลต่อการบริหารราชการและการใช้งบประมาณในระยะยาว
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยจ่ายเงิน ผู้ที่ถูกหลอก ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการ หรือผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริต ไม่ต้องหวาดกลัวที่จะออกมาให้ข้อมูล โดยสามารถส่งข้อมูลผ่านเพจทนายไพศาลช่วยด้วย และนายไพศาลพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม และจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป แม้กระแสสังคมหรือกระบวนการจะเงียบลงก็ตาม
ด้านนายพรชัย กล่าวว่า กระบวนการทุจริตลักษณะนี้มีความร้ายแรง เพราะเป็นการปิดกั้นคนที่ต้องการเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสุจริต ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้คนที่ยอมจ่ายเงินหรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจสามารถเข้าสู่ระบบได้
นายพรชัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลและเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ มีการกล่าวถึงกลุ่มนายหน้าที่ทำหน้าที่ขายโควตาการสอบ โดยอ้างว่ามีโควตาจากผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการ เช่น อธิบดี หรือบุคคลที่มีอำนาจ รวมถึงนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีหลักฐานมาสนับสนุน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายพรชัย กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีข้อมูลร้องเรียนไปถึงรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่อาจมีการจ่ายเงินเพื่อแก้ไขคะแนนมานานกว่า 5 ปี โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ร้องเรียนจนกว่า ป.ป.ช. จะมีมาตรการคุ้มครองพยานที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับผู้ได้รับผลกระทบจากการทุจริตสอบในทุกหน่วยงานเข้ามาร้องเรียน เพื่อร่วมผลักดันความเป็นธรรมและแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทางของระบบราชการ
นายไพศาล กล่าวเพิ่มเติมถึงผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการภายหลังพบปัญหาการทุจริตว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจจะเข้าสู่ระบบราชการ เพราะต้องการความมั่นคงและสวัสดิการในอนาคต แต่เมื่อถูกปลดหรือเพิกถอนการบรรจุแล้ว ย่อมติดประวัติและมีข้อจำกัดในการสมัครงานในอนาคต ขณะที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือเป็นตัวการสำคัญของขบวนการอาจไม่ได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน
นายไพศาล ระบุว่า หากผู้ที่ถูกใช้เป็นตัวกลางหรือผู้ที่ถูกดึงเข้าไปในกระบวนการต้องรับผิดทั้งหมด ขณะที่ผู้สั่งการและผู้บงการตัวจริงไม่ถูกดำเนินการ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พร้อมย้ำว่าปัญหานี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก โดยตัวเลขประมาณ 5,900-6,000 คนเป็นเพียงกรณีหนึ่งรอบ และยังไม่รวมกระบวนการในรอบก่อนหน้านี้ จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง
ด้านนายพงศกร กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในอดีตมักถูกพูดถึงในลักษณะที่นักการเมืองทุจริตและแต่งตั้งข้าราชการที่ทุจริตเข้ามา ก่อนที่จะใช้ระบบราชการและงบประมาณของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้รุนแรงกว่านั้น เพราะกระบวนการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ระบบราชการ
นายพงศกร กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ มีผู้ร้องเรียนบางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ตกลงกันไว้ บุคคลเหล่านี้บางส่วนอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสอบที่กำลังเป็นข่าวจำนวนประมาณ 5,900 คน และยังมีอีกหลายคนที่ต้องการร้องเรียน แต่กังวลว่าตัวเองอาจถูกดำเนินคดี เนื่องจากเคยจ่ายเงินเข้าไปในกระบวนการ
นายพงศกร กล่าวว่า หากพิจารณากระบวนการทั้งหมด จะไม่ได้มีเพียงผู้จ่ายเงินและนายหน้าเท่านั้น แต่สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน นายหน้าที่นำโควตามาขาย ผู้ที่ทำหน้าที่แก้ไขข้อสอบหรือคะแนน และระดับสุดท้ายคือกลุ่มนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือสนับสนุนกระบวนการ
นายพงศกร ย้ำว่า การตรวจสอบจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงผู้ที่จ่ายเงินหรือผู้ที่ลงมือแก้ไขคะแนน แต่ควรขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่ในระดับบนของขบวนการด้วย เพราะเชื่อว่าบุคคลระดับดังกล่าวอาจมีส่วนสำคัญในการทำให้กระบวนการสามารถดำเนินต่อเนื่องมาได้
นายพงศกร ยังเปิดเผยว่า ข้อมูลร้องเรียนที่ได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกระบวนการสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานอื่น รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีการร้องเรียนว่ามีกระบวนการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการแก้ไขคะแนนหรือการเข้าสู่ระบบมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี
พรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูล จนกว่า ป.ป.ช. จะมีมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนในการคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ในฐานะพยาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่นำข้อมูลสำคัญมาเปิดเผยจะไม่ถูกดำเนินคดีจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตที่ตนเองถูกหลอกหรือถูกบังคับให้เข้าไปมีส่วนร่วม
นายพงศกร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่เคยจ่ายเงิน เคยได้รับผลกระทบ หรือเคยถูกกระบวนการทุจริตการสอบเพื่อเข้าสู่ระบบราชการ โดยนายไพศาลพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลผ่านพรรค เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการอย่างเป็นธรรม
นายพงศกร ย้ำว่า หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการได้ ปัญหาการทุจริตในขั้นตอนอื่นก็ยิ่งยากที่จะถูกแก้ไข เพราะหากจุดเริ่มต้นของระบบราชการถูกบิดเบือนตั้งแต่การสอบและการบรรจุ ย่อมส่งผลต่อระบบราชการทั้งหมดในระยะยาว
เมื่อถามว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่จริง ๆ ได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า เชื่อว่าตัวการใหญ่และข้อครหาในสังคมมีกระบวนการสอบสวนจริง แต่ขณะนี้เน้นไปที่กระบวนการของ 5,925 ราย รวมถึงนายหน้า และหาก 5,925 ราย สามารถได้รับกระบวนการคุ้มครองพยานและกันไว้เป็นพยาน เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดจะชี้ได้ว่านายหน้าทั้งหมดคือใคร โดยนายหน้ามีทั้งคนในบ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น และบางคนถูกจับไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการถึงตัวการใหญ่ได้แน่นอน เพราะมีเส้นเงิน
เมื่อถามว่าตัวเลข 5,925 รายชื่อ มีพยานที่มาร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์กี่คน นายพงศกร กล่าวว่า วันนี้อาจจะยังไม่เยอะมาก ยังไม่ถึงหลักร้อย เพราะในกระบวนการเหล่านี้ไม่มีใครอยากร้องเรียน เนื่องจากกลัวถูกดำเนินคดี แต่คนที่มาร้องกับตนเองก็ต้องการเงินคืน เพราะจ่ายไป 600,000 บาท แต่ไม่ได้อะไรเลย
ส่วนข้อมูลที่ได้รับเป็นพื้นที่ในจังหวัดใดบ้าง นายพงศกร กล่าวว่า เป็นพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเส้นเงินมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล เป็นนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่ปัญหาคือไม่สามารถให้ผู้ที่มีข้อมูลมาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะกลัวถูกดำเนินคดี
ด้านนายไพศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ อยู่ที่ ป.ป.ช. เพราะคนให้ข้อมูลมีเยอะ แต่กลัวถูกดำเนินคดี หาก ป.ป.ช. เปิดช่องให้ เพราะเครื่องมืออยู่ที่ ป.ป.ช. อยู่แล้ว และสามารถกันพยานได้ ส่งศาลได้ “รับรองตัวการใหญ่โดนแน่” แต่ทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการของ ป.ป.ช. ว่าจะเปิดแค่ไหน พร้อมระบุว่าจะติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. ต่อไป













