POLITICS

‘พีระพันธุ์’ จี้ยกเครื่องกฎหมายปืน เสนอเพิ่มโทษ ‘ประหาร’ ผู้ที่นำอาวุธไปทำร้าย-เอาชีวิตผู้อื่น

‘พีระพันธุ์’ จี้ยกเครื่องกฎหมายปืน ชี้ กฎหมายล้าหลังไม่ครอบคลุม ‘สิ่งเทียมอาวุธปืน’ เสนอเพิ่มโทษ ‘ประหาร’ ผู้ที่นำอาวุธไปทำร้าย-เอาชีวิตผู้อื่น แนะ ศธ. เพิ่มบทบาทครูดูแลเด็ก-ลดแรงกดดันจากการแข่งขันที่หนักเกินไป

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงการป้องกันตัวกรณีถูกบุกรุก หรือคุกคามว่าต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ประกอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หากเข้าองค์ประกอบการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ ย่อมไม่ถือเป็นความผิด ต้องพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุมีภัยคุกคามถึงขั้นอาจเกิดอันตรายร้ายแรงหรือไม่ และการตอบโต้เหมาะสมกับสถานการณ์เพียงใด

หากผู้ก่อเหตุมีปืน และกำลังจ่อหรือพยายามยิง การยิงสวนเพื่อหยุดการกระทำอาจถือเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ แม้กระสุนถูกอวัยวะสำคัญจนเสียชีวิต ขณะที่หากผู้ก่อเหตุไม่มีอาวุธ และไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะทำอันตรายถึงชีวิต แต่เจ้าของบ้านกลับยิงจนเสียชีวิต อาจเข้าข่ายป้องกันเกินกว่าเหตุ

แม้ผู้ก่อเหตุใช้สิ่งอื่น เช่น ชะแลงหรือมีด หากพยายามฟาดศีรษะ หรือแทงอวัยวะสำคัญจนมีโอกาสถึงแก่ชีวิต การใช้ปืนป้องกันตัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกินกว่าเหตุโดยอัตโนมัติ เพราะต้องดูพฤติการณ์และความร้ายแรงของอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดของอาวุธเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันล้าหลังไม่ทันต่อสถานการณ์ ควรปรับปรุงให้ครอบคลุม ทั้งการดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธปืน การพกพาอาวุธโดยไม่มีเหตุอันสมควร และการนำอาวุธของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตไปใช้

กรณี “บีบีกัน” ตามกฎหมายถือเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน ไม่อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตเช่นเดียวกับอาวุธปืนจริง และที่ผ่านมาเคยถูกนำไปดัดแปลงใช้ก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง โดยเสนอเพิ่มโทษ “ประหารชีวิต” ผู้ที่นำอาวุธไปทำร้ายหรือเอาชีวิตผู้อื่น พร้อมเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องทำควบคู่ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยฝ่ายปกครองและตำรวจต้องตรวจสอบและปราบปรามอาวุธผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

นายพีระพันธุ์ ชี้ว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ควรมองเฉพาะเรื่องการใช้อาวุธ แต่ต้องพิจารณาแรงกดดันที่เด็กเผชิญ ทั้งจากครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม ควรให้ผู้ปกครองใส่ใจและรับฟังเด็กมากขึ้น ขณะที่โรงเรียนและครูต้องเป็นที่พึ่ง โดยกระทรวงศึกษาธิการควรอบรมครูให้เข้าใจและสามารถดูแลปัญหาของเด็กได้ ไม่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ จึงเสนอให้ทบทวนหลักสูตรและการแข่งขันที่อาจสร้างแรงกดดันมากเกินไป

Related Posts

Send this to a friend