‘อนุทิน’ ย้ำ คดีโกงสอบท้องถิ่นใช้หลัก ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ ไม่ปกป้องใคร
นายกฯ ย้ำชัด “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ยันไม่ปกป้องใคร แม้เป็นนักการเมือง-ข้าราชการ หากพบเอี่ยว ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมให้ทุกคณะกรรมการเดินหน้าสอบเต็มที่ ไม่มีก้าวก่าย
วันนี้ (5 ส.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้มีการรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ว่า เรื่องผลการตรวจสอบที่เป็นลายลักษณ์อักษรนายปกรณ์กำลังเตรียมสรุปอยู่ แต่ที่ตนบอกว่าจบ คือส่วนที่ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะต้องปกป้องใคร มีความชัดเจนจบเลย ไม่ต้องมานั่งคิดว่าคนนั้นคนนี้จะได้รับการปกป้อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ส่วนคำว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ค่อนข้างที่จะกระจายไปในระบบราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ตนค่อนข้างพึงพอใจว่าเพื่อนข้าราชการฝ่ายประจำได้นำแนวนโยบาย ข้อสั่งการของตนไปปฏิบัติ
“อย่างเช่นเมื่อเช้า มีหลายหน่วยงานเข้าหารือกับตนร่วมกับนายปกรณ์ และท่านปกรณ์ก็พูดขึ้นมาเองว่า ให้ยึดถึงแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรีปิดชื่อถือพฤติกรรม และดำเนินการจะได้สบายใจกับทุกฝ่าย เปิดมาโดนแจ็กพอตคนไหนก็คนนั้น ไม่ว่าจะใหญ่จะเล็ก จะเป็นการเมืองหรือประจำ ก็ต้องดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายทั้งนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ส่วนที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนยึดถือปิดชื่อถือพฤติกรรม ตนไม่จำเป็นต้องไปรู้ว่าใครเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ไปสืบสวนสอบสวน ตนไม่ต้องการเห็น ไม่ต้องการรู้ หากสมมุติว่าใครติดต่อมาหาผม หรือคนที่อยู่รอบตัวของผม ก็ตอบได้เต็มที่ว่าตนไม่รู้ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว แนวทางก็คือโดนใครคนนั้นก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษหนักก็เข้าคุก โทษไม่หนักก็ลดหลั่นกันมาแค่นั้นเอง
ส่วนข้อมูลในขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า โดนใครก็คนนั้น ตนจะไปถามทำไมว่ามีนักการเมืองหรือเปล่า เพราะว่าตนมอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุด ที่มีอยู่ 5-6 ชุด และบางคณะกรรมการตนไม่สามารถไปบังคับบัญชาได้เลย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของตน หรือแม้แต่คณะกรรมการของตนที่ได้ตั้งไป ตนก็จะไม่ก้าวก่ายไม่ถามใด ๆ ทั้งสิ้น ตนยังบอกว่า ในการรายงานต่าง ๆ ให้ระบุสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปให้ชัดเจน
เมื่อถามว่าที่มีรายงานว่ามีข้าราชการที่บรรจุไปแล้ว และถูกถอนชื่อออก บุคคลเหล่านี้จะสามารถไปทำงานในส่วนท้องถิ่นได้อีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ทราบ เรื่องของเขา และใครถูกถอดถอนชื่อไป ก็ไปใช้สิทธิ และหากมีส่วนร่วมในการกระทำก็ต้องถูกดำเนินคดี













