CRIME

กมธ.สธ. แฉ 8 รพ.เอกชน เอี่ยวขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทย ขณะเคสใน กทม. พบพ่อทิพย์ 32 ราย

เข้าข่ายต้องสงสัยอีกครึ่งพัน ประสานกรมการปกครองดึงข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี ขยายผลทั่วประเทศ พร้อมประสาน กต. ตรวจพาสปอร์ต โยงเข้าข่ายค้ามนุษย์หรือไม่

วันนี้ (23 ก.ค. 69) นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กมธ. กรณีการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จ สวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ล็อต ล็อตแรกออกหมายจับ 35 ราย แบ่งเป็น พ่อสัญชาติไทย 14 ราย แม่สัญชาติจีน 14 ราย และผู้ร่วมกระบวนการ ส่วนล็อตที่สองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับเพิ่มอีก 40 ราย

จากการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีโรงพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวอย่างน้อย 8 แห่ง เป็นโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด แต่อาจมีโรงพยาบาลรัฐเกี่ยวข้อง เพียงแต่ผลการสืบสวนสอบสวนยังสืบไปไม่ถึง

ข้อมูลล่าสุดเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครพบเคสที่ยืนยันว่าเป็นพ่อทิพย์ 32 ราย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และเข้าข่ายน่าสงสัย 556 ราย กมธ.สธ. จึงมีหนังสือถึงกรมการปกครองเพื่อขอข้อมูลตรวจสอบย้อนหลังไป 15 ปี ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าในต่างจังหวัดจะมีตัวเลขผู้กระทำผิดไม่ต่างกัน

นอกจากนี้ กมธ. สธ. จะเป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อตรวจสอบเด็กที่ถูกสวมสิทธิ์มีการทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ออกนอกประเทศไปแล้ว หรือยังคงอาศัยอยู่ในไทย และต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์ หรือการเอื้อประโยชน์สัญชาติ

สำหรับช่องโหว่ของปัญหานี้เกิดจาก 2 จุดหลัก คือ รูรั่วจากโรงพยาบาล ในการออกเอกสารรับรองการเกิด และรูรั่วจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือสำนักงานเขตที่รับจดทะเบียน ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยแก้ไขระเบียบการเปิดช่องให้อำนาจดุลยพินิจแก่นายทะเบียนในการสั่งตรวจ DNA พ่อแม่ หากเกิดข้อสงสัย อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย และการตรวจ DNA มีราคาสูงถึง 3,500-10,000 บาท ซึ่งเป็นภาระของผู้ร้อง ดังนั้น จะนำหารือเพื่อผลักดันกฎหมายด้านสาธารณสุขอุดช่องโหว่ทั้งระบบ

Related Posts

Send this to a friend