ตำรวจ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติในพื้นที่ รวม 31 คดี เสียหายกว่า 633 ล้านบาท
ตำรวจ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่เปิดปฏิบัติการ ‘ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5’ ระดมกำลังกว่า 250 นาย เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 18 จุดในจังหวัดเชียงใหม่ หลังพบเครือข่ายต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติและถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย รวม 31 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 633 ล้านบาท
ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สนธิกำลังร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำหมายค้นเข้าตรวจสอบกลุ่มเป้าหมาย พร้อมติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ
พล.ต.อ.สำราญเปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขยายผลตามนโยบายปราบปรามธุรกิจของคนต่างด้าวที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย ภายใต้แนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด 33,144 บริษัท พบว่ามีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ 4,741 บริษัท และมีบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน หรือเป็นนอมินี จำนวน 1,591 บริษัท
ภายหลังการคัดกรองเชิงลึก เจ้าหน้าที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่ต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ 16 บริษัท และบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีการถือครองที่ดินอีก 15 บริษัท โดยพบการถือครองที่ดินรวม 29 แปลง เนื้อที่กว่า 20 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 633 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ได้ขอศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 22 ราย และหมายค้น 18 หมาย โดยผู้ถูกออกหมายจับประกอบด้วยคนไทย 2 ราย ชาวเมียนมา 7 ราย ชาวอินเดีย 3 ราย ชาวอังกฤษ 1 ราย และชาวจีน 9 ราย เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 5 ราย เป็นชาวอินเดีย 2 ราย และชาวเมียนมา 3 ราย
หนึ่งในคดีสำคัญที่ถูกตรวจสอบคือโครงการหมู่บ้าน ก.12 ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า มีนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนจำนวน 4 บริษัท เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ ทั้งผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายจัดระเบียบการลงทุนในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นให้ชาวต่างชาติ และสร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องยังสามารถเข้ามาลงทุนได้ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขออนุญาตไว้อย่างชัดเจน














