นายกฯ ร่วมประชุม ‘สอบสวนกลาง’ ติดตามคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น
นายกฯ ร่วมประชุม ‘สอบสวนกลาง’ ติดตามคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยัน ดำเนินการตามข้อเท็จจริง “ไม่มีมวยล้มต้มคนดู” ชี้ เป็นวงจรอุบาทว์ เชื่อ ยังมีผู้เกี่ยวข้องอีก สั่งเดินหน้าขยายผลต่อ เผย สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน บอก “บางคนอ้างเป็นฮีโร่ แต่ทำผิดเต็มส้นเท้า” โดนสาวหมด ติง เคยบอกแล้วให้ชะลอบรรจุผลสอบทั้งหมด แต่ ก. กลาง กลับเดินหน้า ข้องใจ กม. ตั้ง คกก. ซ้ำซ้อน ชี้ ‘มท.1’ มีเสียงโหวตเดียว ใช้อำนาจไม่ได้ เล็งบรรจุ TOR ขึ้นแบล็กลิสต์คนทุจริตห้ามสอบซ้ำ
วันนี้ (15 ก.ค. 69) เวลา 14.10 น. ที่อาคารประชาอารักษ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามคดีขบวนการทุจริตการสอบท้องถิ่น ปี 2568 โดยมี พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รายงานผลการปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย คือ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร. วิน นายอัศวิน โชติพนัง อายุ 40 ปี ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, จ่าสิบตรี พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์ และ น.ส. ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาว ดร. วิน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขอขอบคุณที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รวมไปถึงหน่วยงานปราบปรามที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบถึงการกระทำอันอุกอาจผิดกฎหมายและเป็นประเด็นที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาตนก็ไม่ได้มีความสบายใจ เพราะมันเป็นเรื่องภายในกำกับดูแลของรัฐบาล ถ้าไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากทุกท่าน ก็จะทำให้ความเคลือบแคลงใจของพี่น้องประชาชน ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อคดีนี้เป็นที่สงสัย แต่ท่านทั้งหลายทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่าง ทำให้เห็นเครือข่ายว่าหลายคนที่มีส่วนร่วมอยู่ในวงจรนี้ก็ยังร่วมในการกระทำการทุจริตอื่น ๆ ด้วย แสดงว่าวงจรนี้เป็นวงจรอุบาทว์ มันมีเครือข่ายเชื่อมโยง ตรงนี้ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันกับประชาชนผ่านสื่อมวลชนว่า ขอให้มีความมั่นใจในระบบการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และมั่นใจในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะไม่มีการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือไปเบียดบังคดีความต่าง ๆ ไม่ได้เป็นอันขาด และยิ่งกรณีนี้เป็นกรณีที่อาจหาญต่อการทุจริตตั้งแต่การสอบรับข้าราชการ ดังนั้นจึงมีหน่วยงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะไม่มีการบิดเบือนคดีเป็นอื่นเป็นอันขาด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่เรามีอยู่ที่เรากำลังสืบหาอยู่ เพราะไม่งั้นมันจะต้องมีการตรวจทาน เพื่อนำมาประกอบเปรียบเทียบกัน คือหลักที่ประชาชนทุกคนสามารถให้ความไว้วางใจ และคดีนี้ไม่มีบรรเทา ไม่มีการยืดหยุ่น ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการไปตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีกฎหมายใด ๆ หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่คนทุกคนจะต้องไปตอบแทนหรือเกรงกลัวใด ๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ ดังนั้นตนเชื่อว่าสิ่งที่ท่านได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาในกรณีนี้ทุกอย่างต้องถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เคยมีตำแหน่งราชการใด ๆ ก็ตาม การดำเนินคดีมีคำสั่งทางวินัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปหลายคน แต่เรายังไม่สามารถพูดได้ว่าใครผิด ใครถูก เพราะกว่าจะถึงจุดนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและยืนยันหลักฐานให้ชัดเจน
ส่วนกรณีการเพิกถอนรายชื่อข้าราชการทั้ง 5,000 คนที่ได้รับการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นจะดำเนินการอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เมื่อช่วงเช้าว่า สถ. ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเช่นนี้ และในสัปดาห์หน้าวันที่ 23 ก.ค. นี้ จะนำเรื่องทั้งหมดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก. กลาง) ซึ่งตนเป็นประธาน ถ้าตนสั่งได้ก็สั่งไปแล้ว ถ้าคนที่เป็นแนวหน้า คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ป่านนี้ผลสอบครั้งนี้มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่มันจะต้องผ่านคณะกรรมการ ก. กลาง ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ตนได้ให้แนวทางตั้งแต่ทราบเรื่องว่าให้ชะลอ อย่าเพิ่งเรียกไปรายงานตัว ซึ่งถ้าวันนี้ สถ. มีมติเรียบร้อยว่า พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย พบการบิดเบือนผลการสอบต่าง ๆ เราก็ต้องรายงานคณะกรรมการ ก. กลาง ซึ่งตนถามเขาแล้วว่าใครจะรับผิดชอบ เพราะบอกแล้วไม่ให้บรรจุแล้วยังไปบรรจุ ขนาดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ออกหนังสือไม่ให้บรรจุให้ชะลอ แต่ก็ยังบรรจุต่อไป ซึ่งตรงนี้จะต้องอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนในการดำเนินการต่อไป ซึ่งในคณะกรรมการ ก. กลาง ก็จะต้องนำเรื่องเข้าไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่สำหรับตนให้ยกเลิก
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แต่ถ้ายังมีคณะกรรมการหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนเป็นตัวแทนจากท้องถิ่น เป็นผู้ที่ต้องการข้าราชการเหล่านี้เข้าไปทำงาน ถ้าเขายังบอกว่าดำเนินการต่อไป ก็ให้โหวตกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตนและกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลเราก็มีความเห็นของเรา
เมื่อถามต่อว่า ในส่วนที่ทักท้วงไปแล้ว นายกฯ มีอำนาจในการปกครอง ทำไมไม่ออกคำสั่งให้มีการถอน นายกรัฐมนตรี ย้อนกลับว่า “ถามแบบนี้แสดงว่าคุณไม่เข้าใจกฎหมาย มันไม่ได้มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจก็เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทักแต่ตนบอกแล้วว่าให้ชะลอ แต่ต้องใช้มติของคณะกรรมการ ก. กลาง กฎหมายเขียนไว้ตนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร่าง เราก็ต้องมานั่งดูด้วย ว่าทำไมกฎหมายถึงออกมาเช่นนี้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือประธานกรรมการแค่ชุดเดียว คือชุดกลาง ถ้าจะโหวตก็มีแค่เสียงเดียว ในกระทรวงมหาดไทยน่าจะมีไม่เกิน 3 เสียง คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เหลือเป็นกรรมการจากหน่วยงานอื่น ๆ ใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าใช้อำนาจได้ก็ไม่ต้องมากวน ผบ.ตร.
ส่วนกรณีผู้สมัครที่สอบผ่าน แล้วอยากร้องขอความเป็นธรรมว่า การสอบทำมาอย่างถูกต้อง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องดูก่อนว่าการสอบตอนนี้เจอประมาณ 5,900 รายที่ทุจริต ตอนนี้ตนก็ต้องไปหารือทางฝ่ายกฎหมายต่อกรณีนี้ ถ้ามันทุจริตตั้งแต่ช่วงต้นมีการเปิดเผยข้อสอบ มีการบิดเบือนผลการสอบ ถ้ามันนำไปสู่การยกเลิกเพิกถอนอะไรได้เราก็ต้องทำตามทุกอย่างที่กฎหมายเปิดช่องไว้
เมื่อถามอีกว่า หากดำเนินการสอบไปแล้วและพบว่ามีผู้ทุจริตจะต้องขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามสอบอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องถูกกำหนดอยู่ในทีโออาร์ต่อไป แต่อย่างน้อยคนที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มที่คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับการประกาศผล ตนเชื่อว่า ทางพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่ต้องตรวจสอบก็ต้องดำเนินคดี เรียกมาสอบปากคำ ถ้าพบเป็นความผิดก็ต้องดำเนินคดีต่อไป
ส่วน 5,000 กว่าตำแหน่งที่เพิกถอนแล้วจะเลื่อนคนที่ลำดับถัดไปขึ้นมาหรือว่าต้องสอบใหม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า สถ. จะยกเลิกสอบ ยกเลิกผลประกาศสอบ มันต้องมาจากคณะกรรมการ ก. กลาง ไม่มีอำนาจตรงไหนที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทำเองโดยที่ไม่ต้องใช้มติของคณะกรรมการก็ต้องรอการประชุม ตนทราบว่าจะประชุมในวันที่ 23 ก.ค. ซึ่งปกติตนจะมอบ รมช. มหาดไทย ทำงานแทนตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี 2566 รอได้ให้ มท. 2 กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่พอมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นสัปดาห์หน้า ตนก็ประเมินแล้วคิดว่ามันก็มีความจำเป็นที่ตนจะต้องเข้าไปทำหน้าที่ประธานเอง เพราะมันไม่ได้จำกัดสิทธิ์อะไรของตนในการไปทำหน้าที่ประธาน
เมื่อถามอีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากจะต้องไปรื้อคณะกรรมการหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องไปดู เพราะอันนี้เป็นกฎหมายประกอบในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 แต่ตนเชื่อว่าถ้ามีการเปิดให้มีการทุจริตในระดับขนาดนี้ ตนก็คิดว่ากระทรวงมหาดไทยมีเหตุผลที่ต้องพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อว่า คดีนี้คงมีการแถลงข่าวขยายผลอีกหลายครั้ง เพราะการกระทำที่อุกอาจขนาดนี้ คงไม่ได้แค่มีผู้ต้องหาที่จับได้แล้ว หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น เราจะดำเนินการต่อไป ในส่วนของตนมีความเชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ว่าเราจะไม่มีทางปล่อยให้คนร่วมกระทำความผิดลอยนวลอย่างแน่นอน และไม่ต้องห่วงระบบนี้คนมันเยอะ แต่ละคนก็จะซัดทอดไปถึงคนอื่น มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่สื่อมวลชนกังวลว่าตรงไหนซ่อนอยู่ คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง คนไหนทำเป็นฮีโร่ แต่ความจริงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มส้นเท้า ก็จะถูกขยายผลออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งการดำเนินการมาจนถึงระดับนี้ ก็มาจากการขยายผล
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นข้าราชการ เป็นนักการเมืองจะรอดหรือไม่ ต้องไปดูข้อกฎหมาย ที่บอกว่าเป็นข้าราชการเป็นเจ้าพนักงานเป็นนักการเมือง เป็นผู้มีสถานะจะต้องโดนลงโทษ 2 เท่าถึง 3 เท่า ยังมีกฎหมายนี้อยู่ ตนได้ให้หลักการนี้ไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกคน
ภายหลังเสร็จสิ้นการติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เจอผู้ต้องหาก่อนหน้านี้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพิ่งเดินผ่านเมื่อครู่ ตนไม่ทราบด้วยว่าเป็นผู้ต้องหา ตำรวจได้บอกให้เข้ามายืนด้านข้าง เพื่อให้ผู้ต้องหาเดินผ่านไปฝากขังตามกระบวนการ













