บันทึกจากแดนใต้ 20 ปีกับการวกสู่จุดเริ่มต้นใหม่
ภาสกร จำลองราช
ก้าวแรก “สื่อสันติภาพ”
ผมและเพื่อนนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆอีก 4 ชีวิตเดินทางมาถึงจังหวัดปัตตานีตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2548 หลังจากเลื่อนการเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วพวกเราไม่รู้อะไรมากมายและลึกซึ้งนักเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ดูแล้วทุกคนกระหายอยากรู้อะไรหลายอย่างกันไม่น้อย แม้ก่อนเดินมีเสียงเตือนและเสียงแซวให้ฟังดูสะพึงกลัวอยู่บ้าง
ในช่วงที่ผ่านมาสื่อมวลชนมักถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ยินทุกระยะเกี่ยวกับบทบาทในการนำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ต่างๆของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขาดหายไป นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นักคิด-นักวิชาการไปยันเพื่อนฝูงในวงเหล้า
นับตั้งแต่เหตุรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะเมื่อเดือนเมษายน 2547 จนถึงโศกนาฎกรรมที่ตากใบในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เหมือนกับสังคมไทยยังช็อคและมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่การถ่ายทอดข้อเท็จจริงสู่สาธารณชนยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย
“สื่อสันติภาพ”เป็นโครงการที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้นมา เพื่อส่งนักข่าวจากส่วนกลางมาร่วมคิดร่วมทำข่าวในประเด็นต่างๆของชุมชนในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยการผนึกกำลังร่วมกับนักข่าวในพื้นที่ เพื่อผลิตเป็นงานข่าวและงานเขียนในรูปแบบต่างๆป้อนเข้าเว็บไซต์เพื่อให้สำนักข่าวต่างๆหยิบไปนำเสนอได้ตามอัธยาศัย โดยตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่เรือนรับรองใน มอ.ปัตตานี
แม้ผมเคยลงพื้นที่ปัตตานีหลายรอบแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรง แต่บรรยากาศของที่นี่ยังทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าอยู่มาก
ช่วงบ่ายวันแรกทีมงานได้เชิญนักวิชาการท่านหนึ่งซึ่งเป็น 1ใน กอส.(คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ)มาให้ข้อมูล ทำให้พอเห็นภาพอยู่บ้าง เช่นเดียวกับเพื่อนนักข่าวในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลายอย่าง ทำให้พอที่จะปะติดปะต่อภาพบางอย่างได้ “ตอนผมอยู่โรงเรียนปอเนอะเมื่อปี 2539 พอจะรู้ข้อมูลอยู่บ้าง เพราะมีการสร้างกระแสของการแบ่งแยกดินแดนรัฐปัตตานี แต่พอผมจบมาเรียนต่อในมอ.ก็เลยห่างไป แต่ทราบว่ารุ่นน้องก็ยังมีการ
ทำเช่นนี้อยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดตามต่อ” เขาบอกถึงข้อมูลใหม่ให้เราหูตาสว่างขึ้น เสริมกับนักวิชาการที่เราเชิญมาเล่า ซึ่งบอกว่าแม้ไม่ใช่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เหตุการณ์ความไม่สงบเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้นแน่ เพราะได้มีการเตรียมการกันมาพอสมควร เพียงแต่ว่าการเฝ้าระวังและหาทางออกของผู้ปกครองบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
ตกเย็นพวกเรานั่งระดมความคิดเห็นควานหาประเด็นเพื่อกำหนดทิศทางการทำงาน ซึ่งเพื่อนเรา “เอก”อภิวัจน์ ทำการบ้านมาพอสมควร โดยมีเพื่อนนักข่าวในพื้นที่อธิบายให้กระจ่างพร้อมกับชี้ช่องทางของการก้าวเดิน ที่เราถกกันมากคือเรื่องการหยุดงานวันศุกร์ที่ถูกเสนอจากใครบางกลุ่มในจังหวัดชายแดนใต้
หาข้อมูลจาก2 ฝ่าย
เช้าวันที่ 2 ต้องตื่นกันแต่เช้า เพราะตกลงกันว่าจะลงพื้นที่แถวยะลา แม้ว่าเมื่อคืนนี้กว่าจะนอนกันก็ตีหนึ่ง
เช้าวันนี้เป็นวันศุกร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศออกมาชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายให้เป็นวันหยุดอย่างที่ฝ่ายตรงกันข้ามขู่ไว้ ตรงนี้ทำให้เห็นถึงแนวทางการตกเป็นฝ่ายรับของรัฐบาลชัดเจน
พวกเราเดินทางไปยัง กอ.สสส.จชต.ได้พูดคุยกับนายทหารระดับสูง ส่วนใหญ่เขาได้บอกเล่าถึงแนวทางการก้าวเดินด้านการข่าวว่าจะทำอะไรต่อ ซึ่งเมื่อวานนี้ รัฐมนตรีสุรนันท์ เวชชาชีวะ ลงมาพื้นที่และเรียกประชุมประชาสัมพันธ์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการวางยุทธศาสตร์ 10 กลยุทธ์ไว้
นายทหารได้เล่าถึงสิ่งที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เช่นในสถานการณ์ฉุกเฉินเหมือนตอนเหตุการณ์ความไม่สงบที่ยะลา ว่าได้เตรียมการพร้อมด้านการข่าวอย่างไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายรองเหมือนมวยรอง
“เรารู้ดีว่าการได้เปรียบด้านการข่าวเป็นอย่างไร พอฝ่ายตรงข้ามสร้างเหตุการณ์ สื่อมวลชนก็เอาไปขยายความทั่วประเทศให้ฟรีๆ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นข่าวลบ แต่เราอยากให้ข่าวในมุมบวกออกมาด้วย” อีกครั้งหนึ่งที่เราได้ยินคำตัดพ้อซึงสื่อมวลชนตกเป็นจำเลย
บรรยากาศเมืองยะลาวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงาเพราะร้านค้าและตลาดสดต่างปิดเงียบ
เกือบเที่ยงพวกเราไปถึงมัสยิดแห่งหนึ่งที่ อ.กรงปินัง ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง โต๊ะครูและผู้ใหญ่บ้านให้การต้อนรับดีมาก พวกเขาต้องละมาดช่วงบ่ายโมงแต่ก็คุยกับเราและยินดีให้ถ่ายภาพ
พวกเขาเล่าถึงวิถีชีวิตของมุสลิมที่เรียบง่าย และการขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ชุมชนที่นี่มีความงดงามมากเพราะต่างร่วมไม้ร่วมมือกันช่วยเหลือตัวเอง ชุมชนมีสวนยางพาราส่วนกลาง 20 ไร่เพื่อสร้างรายได้สนับสนุนโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะ รวมถึงมัสยิด ผู้นำศาสนายังมีความคิดที่น่าสนับสนุน เขาเสนอว่ารัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณให้มัสยิดละ 2 แสนบาทเพื่อเป็นเงินทุนในการหารายได้ เช่น ซื้อสวนยาง ดีกว่าให้เงินชาวบ้านเป็นรายๆซึ่งเดี๋ยวก็หมด แถมยังเป็นการสร้างความแตกแยกในชุมชน
เขาเล่าถึงข้อเสนอของรัฐที่จะให้เงิน 1 ล้านบาท โดยให้ทำประชาคมกัน แต่จนแล้วจนรอดเสนอไปแล้วก็ยังไม่ได้ จนกระทั่งจะสิ้นปีงบประมาณ
หลังจากพวกเรากลับออกมา ในช่วงค่ำมีการยิงกันตายที่นี่???
ความเงียบที่ตากใบ
บรรยากาศแม่น้ำตากใบเงียบสงบ อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเป็นประเทศมาเลเซีย พวกเราเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการออกตระเวนพื้นจังหวัดนราธิวาส ตลาดยามเช้าวันเสาร์ของที่นี่ แม้มีการค้าขายอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ หรือเสื้อผ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้ามือสอง
พ่อค้าแม่ขายเล่าว่าเมื่อก่อนตลาดชายแดนแห่งนี้คึกคักที่สุดจนแทบไม่มีที่วางของ และคนเดินต่างแน่นขนัด โดยเฉพาะวันศุกร์เพราะฝั่งมาเลเซียไม่มีการค้าขาย จึงข้ามมาซื้อของฝั่งไทย แต่พอเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบทำให้ทุกอย่างหงอยเหงาลงทุกวัน ยิ่งมาเจอคำขู่ให้หยุดวันศุกร์อีก ทำให้ตลาดแห่งนี้ทำท่าจะซบเซาลงเรื่อยๆ
พวกเราได้ไปเยี่ยมบ้าน“ทูตสันติภาพ” ผมได้ยินชื่อเขาจากเพื่อนนักข่าวในท้องถิ่นบอกเล่าถึงบุคคลกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการมอบตัวของผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อนเล่าว่าคนๆนี้เป็นคนคิดเรื่องนกกระดาษสันติภาพ หลังจากมีการโปรยนกลงสู่พื้นที่ต่างๆ ปรากฏว่ามีผู้ก่อการไม่สงบรายหนึ่งซึ่งมีค่าหัว 5 แสนบาทและมีคดีติดตัว 14 คดีจนต้องหลบหนีไปอยู่ฝั่งมาเลเซีย เมื่อเขาได้เห็นข่าวการโปรยนกกระดาษทำให้เขาอยากกลับบ้าน และประสานการมอบตัวการเจ้าของบ้านแห่งนี้ ในที่สุดทำให้ผู้ก่อการอีกหลายคนที่ต้องการมอบตัวจะติดต่อผ่านเขาเพราะเชื่อใจมากกว่ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ
จริงๆแล้วการมาตากใบครั้งนี้ผมยังอยากเจอใครอีกหลายคน ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนสคูปถ่ายทอดเรื่องราวของ 2 หนุ่มตากใบที่ถูกจับและถูกเหยียบระหว่างอยู่บนรถที่ทหารขนพาพวกเขาไปกักขัง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการจำนวนมาก
สคูปชิ้นนี้ผมใช้วิธีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยได้เบอร์มาจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งขณะนั้นคุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นประธานพิจารณาเรื่องภาคใต้
เสียดายที่มาลงพื้นที่ครั้งนี้ผมยังไม่มีโอกาสเจอ 2 หนุ่มตากใบ แต่ก็ได้โทรไปทักทายพวกเขาซึ่งยังมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม
ข้อมูลลึกเริ่มหลั่งไหล
เมื่อเช้าผมมีนัดกับคุณวัยโรจน์ พิพิธภักดี ทายาทเจ้าเมืองยะหริ่ง และอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ เขาเป็นนักการเมือง เราสนิทกันมานานแล้ว เมื่อก่อนสมัยเป็นส.ส.แกเคยมีปัญหาเรื่องถูกฟ้องล้มละลาย เพราะเป็นหนี้สินเพียงไม่เท่าไหร่ ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจที่อดีตทายาทเจ้าเมืองยะหริ่ง แต่ทำไมฐานะถึงยากจนปานนั้น พอเป็นข่าวใหญ่โตตอนนั้น ผมเลยนัดสัมภาษณ์แกได้โดยง่ายเพราะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มาเคลียร์หนี้ให้จนแกพ้นข้อหา
เรานัดเจอกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และพยายามหามุมที่ส่วนตัวสุด เพราะแกบอกว่าเรื่องที่จะเล่าเป็นความลับมาก ซึ่งภายหลังจากที่แกย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย แม้สอบตก แต่แกก็ยังได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
แกเล่าว่า แรกทีเดียวก็ไม่เคยเอะใจว่าจะมีขบวนการก่อความไม่สงบเกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งตอนปี 2547 ตอนนั้นอาจารย์วันนอร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีผู้ปกครองเด็กนักเรียนโรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งมาพบ พร้อมกับเล่าว่าลูกชายของเขาซึ่งเคยเป็นเด็กเรียนเก่งมีอาการผิดปกติ ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม วันๆเอาแต่ปิดประตูขังตัวเอง แต่มีข้อสังเกตว่าคืนวันหนึ่งเด็กคนนี้กลับบ้านมาตอนตี 1
หลังจากแกฟังข้อมูลเสร็จเลยนัดให้ผู้ปกครองเด็กรายนั้น พาลูกชายมาหาในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันแกก็โทรไปนัดอุสตาสเจ้าของโรงเรียนปอเนาะมาด้วยโดยไม่ได้บอกเด็ก เพราะแกเชื่อว่าเด็กคนนี้ถูกซูปก(สาบาน) เมื่อผู้ปกครองพาเด็กที่มีปัญหามาถึง เด็กทำท่าตกใจ แต่ก็นั่งฟังอยู่ต่อโดยแกได้ให้อุตสาตเล่าถึงการทำซูปกที่ถูกต้อง เช่น ต้องรักประเทศและสังคมที่อยู่ด้วย เว้นแต่สังคมนั้นไม่ให้ทำกิจกรรมทางศาสนาถึงจะซูปกเพื่อต่อสู้เพื่อให้ศาสนาอยู่ในพิภพ
หลังจากเด็กคนนั้นฟังจบถึงกับร้องไห้พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ปกติเขาจะไปละหมาดทุกวันที่มัสยิดกรือเซะซึ่งไม่มีโต๊ะอิหม่ามอยู่ประจำ มีวันหนึ่งซึ่งเป็นการละหมาดหลังบ่าย3 โมง เด็กคนนี้ก็ไปละหมาดตามปกติ แต่วันนี้ปรากฏว่ามีรูปภาพประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีมาติดไว้ริมผนังเป็นแถว ซึ่งเด็กคนนี้เป็นคนที่ชอบเรียนรู้อยู่แล้ว จึงเดินดูไปเรื่อยๆอยู่พักใหญ่ก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาหา พร้อมกับถามว่าสนใจหรือ หากสนใจจริงๆให้ชวนเพื่อนๆมา ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นเด็กคนนี้จึงชวนเพื่อนอีก 10 มาด้วย
ชายคนดังกล่าวได้บอกเล่าประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีว่าเป็นของคนมลายูแต่ถูกคนสยามแย่งไป เขาใช้เวลาพูดประมาณ 20 นาทีแล้วหยุด พร้อมกับบอกเด็กว่าหากต้องการฟังต่อให้มาพรุ่งนี้และให้เก็บเงินมาคนละ 50 บาท ซึ่งในวันถัดมาเด็กกลุ่มนี้ก็มาหาเขา ซึ่งได้มีการเล่าเหตุการณ์ต่างๆในลักษณะปลุกใจ ยกตัวอย่างคนมุสลิมที่เสียสละเพื่อชาติมลายู เช่น หะยีสุหรง โต๊ะมีนา แต่ถูกคนไทยฆ่าถ่วงน้ำ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรม เขาได้ให้เด็กสาบานว่าจะไม่นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟัง และหากใครนำไปพูดให้บุคคลที่ 3 ทราบจะมีโทษสถานหนักต้องออกจากศาสนา ซึ่งเด็กกลัวยิ่งกว่าการถูกลงโทษให้ตายเสียอีก
ก่อนแยกกันชายคนดังกล่าวบอกให้ทั้งหมดมาหาอีกวันหนึ่งตอน 2 ทุ่ม ซึ่งเมื่อเด็กๆมาตามนัดหมาย เขาได้พาไปป่าแห่งหนึ่งในตำบลสนิง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยได้มีการฝึกยุทธวิธีการสู้รบให้เด็กในขั้นแรก โดยที่นั่นมีเด็กอีก 20 คนรออยู่ แต่ทำให้เด็กที่เป็นลูกชายผู้ปกครองที่มาหาแกรู้สึกว่ามันไม่ใช่แนวทางที่เขาต้องการ ทำให้เด็กรู้สึกกลุ้มใจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย แต่โชคดีที่ผู้ปกครองสังเกตเห็นก่อน
หลังจากนั้นคุณวัยโรจน์เริ่มคิดหนักถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้นจึงได้มีการสืบหาข้อมูลและพบว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น และขบวนการนี้ “ไม่ธรรมดา” แกนำเรื่องนี้ไปคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
ข้อมูลที่ได้จากแหล่งข่าวรายนี้ทำให้ผมหูตาตื่นพอสมควร เพราะในสมองยังจับต้นชนปลายสถานการณ์อะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องเผชิญในสนามข่าวมีผู้เล่นกี่คนหรือกี่กลุ่ม รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สถานการณ์ดูช่างมืดดำไปหมด ดังนั้นเมื่อมีอาหารสมองเข้ามาจึงทำให้พอจับทิศจับทิศทางได้บ้าง แม้ยังลางเลือนอยู่มากก็ตาม

ลัดเลาะที่ยะลา
วันที่ 29 สิงหาคม 2548 ผมกับสุเมธ เพื่อนนักข่าวซึ่งปกติประจำอยู่ในศูนย์ข่าวหาดใหญ่ ได้เดินทางไปยะลา เพื่อไปหาข้อมูลการเยียวยา ซึ่งพี่อายุพและสุเมธเล่าให้ฟังว่ามีเจ้าของร้านแห่งหนึ่งชื่อร้าน “พี่แดง” กำลังประกาศขายร้าน หลังจากที่ถูกผู้ไม่หวังดีวางระเบิดไปครั้งหนึ่งทำให้ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นขายดิบขายดีมาก ที่สำคัญคือแกแทบไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาลเลย ทั้งๆที่ใครต่อใครต่างเห็นใจและรับปากแกไว้มากมายตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ในที่สุดแกสู้อุตส่าห์หาเงินมาซ่อมร้านเอง แต่สภาพการณ์ไม่ดีขึ้นเลย แกจึงจำเป็นต้องขายร้านหนีไปอยู่ที่อื่น
ผมนำเรื่องของพี่แดงมาถ่ายทอดเป็นข่าวและสคูป และยังได้เลยไปุคุยกับพี่มล เจ้าของร้านครัวเมืองลุง ซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เพียงแต่ร้านครัวเมืองลุงไม่ได้โดนระเบิดเอง ร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณซึ่งรั้วติดกันเจอเข้าไปเต็มๆจนลูกสาวเจ้าของร้านต้องเสียชีวิต
หลังจากข่าวและงานเขียนออกไป ผู้ว่าราชการยะลาได้โทรศัพท์มาบ่นกับพี่อายุพ แต่ในงานข่าวเราก็ได้ลงคำสัมภาษณ์ของผู้ว่าราชการยะลาไว้ด้วย ขณะที่มีพี่ผู้หวังดีโทรมาแจ้งผมว่ามีผู้ใหญ่ในจังหวัดมาสอบถามแกมากพอสมควร ตอนแรกแกกลัวว่าจะถูกเล่นงาน เมื่อผมได้พูดคุยจนเขาเข้าใจ ตอนหลังแกเลยเงียบหายไป ผมตั้งใจว่ามีโอกาสไปยะลาจะไปนั่งที่ร้านแกอีกครั้ง
ค่ำวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ที่ศูนย์ข่าวอิศรามีเรื่องให้ชวนตื่นเต้น เพราะมีเสียงระเบิดตูมใหญ่ถึง 3 ครั้ง จนกระจกหน้าต่างสะเทือน เพื่อนเราสองคนคือกอร์ฟและสน ได้ติดรถสุเมธไปดูเหตุการณ์ ซึ่งเหตุเกิดแถวหนองจิกและโคกโพธิ์ พวกเราที่รออยู่ก็เป็นห่วงกันพอสมควร แต่เพื่อนโทรกลับมาบอกว่าไปไม่ถึงจุดเกิดเหตุเพราะมีการวางเรือใบบนถนน ทำให้รถติดยาวเหยียด ในที่สุดทั้งหมดเลยเลี้ยวไปค้างที่สุไหง-โกลก
วันรุ่งขึ้นผมตามคณะของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่นำโดยคุณจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการ สมช.ไปทำข่าวที่ชุมชนมัสยิดโฉลง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยไปที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว ทำให้พอรับรู้สภาพปัญหา ซึ่งครั้งนี้เขาได้พาผู้นำชุมชนจากที่อื่นคือพ่อผอง เกตพิบูลย์ จากเครือข่ายปราชญ์อีกสาน และหนุ่มพฤ โอ่โดเชา ลูกชายพ่อหลวงจอนิ ปราชญ์ชาวกะเหรี่ยง รวมถึงอาจารย์บันฑร อ่อนดำ ผู้คร่ำหวอดปัญหาชุมชน มาด้วย
พี่น้องมุสลิมที่นี่ชอบใจหนุ่มพฤมาก เขาสามารถถ่ายทอดปัญหาชาติพันธ์ที่เขาประสบมาได้อย่างสนุกสนานและตรงไปตรงมา แม้ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลางซึ่งหนุ่มพฤก็ยังพูดไม่ชัดนัก แต่กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจ จนประธานกรรมการอิสลามจังหวัดขอให้หนุ่มพฤมาอีกและชวนไปพูดให้ชาวบ้านที่อื่นฟังบ้าง ขณะที่หนุ่มกะเหรี่ยงเองก็ชวนผู้นำมุสลิมไปเที่ยวเมืองเหนือด้วย
“เรารู้สึกซาบซึ้งใจมากสำหรับคนที่มาวันนี้ เพราะถือว่ากล้าหาญและท้าทายความตาย เพราะแม้แต่คนที่สวมหมวกและประกาศตัวเป็นมุสลิมบางคนยังส่ายหัวไม่กล้ามาที่นี่ แต่คณะนี้ไม่มีกำลังคุ้มกันก็ยังมา” อับดุลเราะห์มาน อับดุลสมัด ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส กล่าวกลางที่ประชุม
สายสัมพันธ์เล็กๆของคนต่างชาติพันธ์เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆที่เชื่อว่าเป็นสีแดงถูกปลูกขึ้นอย่างงดงาม
ก่อนออกจากรงปีนังมีรายงานข่าวมาถึงคุณจิราพรเกี่ยวกับเหตุการณ์ปิดหมู่บ้านละหาน อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราวาส ซึ่งผมยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเพราะเห็นแค่ข่าวจากข้อความในโทรศัพท์มือถือ
ตื่นตาที่นราธิวาส
วันที่ 1 กันยายน ผมออกจากศูนย์ในช่วงสายๆพร้อมกับ “ตูแว”เพื่อนนักข่าวท้องถิ่น เพื่อเดินทางไปหมู่บ้านละหาน แม้เหตุการณ์จะข้ามวันแล้ว แต่ทางการยังไม่สามารถเข้าไปยังหมู่บ้านได้ เพราะมีเด็กและผู้หญิงตั้งแถวกันเอาไว้ โดยข่าวที่ออกมาค่อนข้างสับสน แต่จับความได้ว่า มีการยิงโต๊ะอีหม่ามที่ชื่อสะตอปาเสียชีวิต ซึ่งเขาเป็นที่รักและศรัทธาของชาวบ้านมาก แต่สะตอปาไม่ได้เสียชีวิตในทันที ก่อนสิ้นใจเขาบอกครอบครัวว่าเห็นหน้าคนยิงซึ่งมั่นใจมากกว่าเป็นคนของทางการ และได้สั่งเสียไว้ห้ามคนภายนอก แม้กระทั่งคนในหมู่บ้านที่เป็นลูกจ้างของรัฐเดือนละ 4,500 บาทเข้าไปบ้าน
ถนนสายระแงะ-สุไหงปาดีในเที่ยงวันนั้น เต็มไปด้วยรถทหาร ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมีทั้งรถฮัมวี่ รถหุ้มเกราะ วิ่งกันอยู่หลายคัน ตามด่านต่างๆก็มีทหารเต็มไปหมด ผมยังพูดเล่นๆกับตูแวว่านี่มันอัฟกานิสถานหรือเมืองไทยกันแน่ว่ะ ผมยังแอบถ่ายภาพไว้หลายภาพ
ขณะที่บนพื้นถนนใกล้ๆหมู่บ้านมีร่องรอยเผายางรถยนต์เป็นหย่อมๆ เพื่อสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ของทางการเข้าไปหมู่บ้าน
ตูแวเช็คข่าวชัดเจนแล้วว่า ชาวบ้านละหานยังไม่ให้ใครเข้าไปและส่วนใหญ่ยังอยู่ในอาการโศกเศร้าและโกรธแค้นอยู่ ทำให้เราต้องระมัดระวังกันมากขึ้น
เราเริ่มต้นด้วยการเข้าไปยังหมู่บ้านข้างๆก่อน เราต้องการหาข้อเท็จจริงและอย่างน้อยก็ได้เห็นบรรยากาศว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตูแวรู้จักชาวบ้านอยู่หลายคน เขาพาผมไปบ้านหลังหนึ่งซึ่งรับซื้อยางพารา เจ้าของร้านรู้จักมักคุ้นกับตูแวดี แต่สำหรับผมรู้สึกเอาเองว่าถูกมองด้วยสายตาที่ไม่น่าไว้ใจนัก ที่สำคัญผมยังอิหลักอิเหลื่อกับวิธีทักทายในแบบฉบับของชาวมุสลิม บางครั้งพอเขายื่นมือมาจับ ผมเองก็พยายามทำตามแต่ดูตัวเองแล้วยังเก้ๆกังๆ
เราโชคดีที่เจอญาติของอิหม่ามสะตอปาซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ หลังจากเราแสดงความจำนงในทางที่ดีให้เขาเข้าใจ เขารับที่จะไปประสานกับลูกชายอิหม่ามสะตอปาซึ่งเรียนจบระดับสูงจากอียิป และปากีสถานให้ ครั้งแรกเราได้รับคำตอบว่าให้เข้าไปหมู่บ้านได้โดยเขาจะนัดเวลาอีกครั้ง ระหว่างนั้นเจ้าของบ้านที่เราไปหาได้ชวนตูแวไปกินอาหารบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีงานแต่งงาน โดยลูกสาวบ้านนั้นแต่งกับคนมาเลเซีย แน่นอนว่าผมก็ต้องไปกับเขาด้วย
ทันทีที่ก้าวขึ้นบ้านงานซึ่งเต็มไปด้วยพี่น้องมุสลิมที่เป็นผู้ชาย สายตาทุกคู่จับจ้องมายังคนแปลกหน้าอย่างผม แต่สำหรับตูแวเขาสามารถเข้าไปทักทายและทำตัวกลมกลืนได้อย่างไม่ยาก แต่ผมนี่สิ มันเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ทำข่าวมาหลายปีไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนตัวเองแปลกประหลาด แม้การต้อนรับจะเต็มไปด้วยไมตรีจิต แต่ทุกสายตาที่มองมาที่ผม ทำให้รู้สึกว่าตัวเองลีบเล็กเหลือนิดเดียว
ตอนนั้นผมกับตูแวเพิ่งกินข้าวมา แต่พอขึ้นไปบนบ้านงานก็ต้องกินอีก ใครเล่าจะกล้าปฎิเสธ ทุกวงข้าวที่นี่เขากินด้วยมือซึ่งเป็นไปตามวิถีชุมชนดั้งเดิม ก่อนกินเขาก็มีกาน้ำไว้ล้างมือ ผมสู้อุตส่าห์เฝ้าสังเกตจดจำเพื่อทำตัวให้กลมกลืนสุดๆ แต่ดูอย่างไรก็คงไม่กลืนพอ ในที่สุดเจ้าของงานเลยถามว่าเอาช้อนมั้ย แม้ผมพยายามยิ้มๆทำนองปฎิเสธกลายๆเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ในที่สุดเขาคงมองออกเลยเอาช้อนมาให้
ออกจากบ้านงานด้วยความโล่งใจ แม้จะผ่านไปได้แบบไม่งดงามนัก แต่ก็ไม่สร้างปัญหาหรือลบหลู่เขาก็ถือว่าตัวเองประสบผลขั้นหนึ่งแล้ว
อีกพักใหญ่ญาติของอิหม่ามสะตอปามาแจ้งข่าวใหม่ว่า ลูกชายสะตอปาไม่ยอมให้เราเข้าไปหมู่บ้านละหานแล้ว เพราะยังไม่ไว้ใจในสถานการณ์
พวกเราเลยเดินทางต่อไปที่ตัวอำเภอสุไหงปาดี ระหว่างทางผมโทรศัพท์ส่งข่าวรายงานสถานการณ์ที่บ้านละหานซึ่งเป็นคำสัมภาษณ์ญาติของอิหม่ามสะตอปา แม้จะไม่ได้ข่าวเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสับสน
ตูแวไปจอดรถที่หน้าร้านขายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง พบกับกลุ่มเยาวชนที่คุ้นเคยกับเขา คนกลุ่มนี้กำลังเดือดร้อนและปรับทุกข์กันอยู่ แรกทีเดียวผมก็ไม่ได้สนใจเพราะเขาพูดกันเป็นภาษามลายู ซึ่งวันนี้ทั้งวันผมรู้สึกอึดอัดมาตลอด เพราะโดยธรรมชาติของนักข่าว หากอยากรู้ก็ต้องถามความจริง แต่ผมไปถึงตัวแหล่งข่าวแล้ว กลับไม่สามารถสื่อสารกับเขาได้รู้เรื่อง ถ้าอยากรู้อะไรต้องถามผ่านตูแว บางครั้งแหล่งข่าวพูดยาวเหยียด แต่ตูแวสรุปให้ฟังสั้นนิดเดียว แถมตูแวยังคุยกับเขาอย่างออกรสออกชาด ทำให้ความอยากรู้ของผมถูกสะสมกลายเป็นความอึดอัด แต่ก็ไม่รู้ทำอย่างไร

หลังจากเมียงๆมองๆอยู่พักใหญ่ก็จับใจความได้ว่า เด็กกลุ่มนี้กำลังมีปัญหาเพราะไม่กี่วันก่อนผู้ใหญ่บ้านมากระซิบพวกเขาว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีของฝ่ายปกครอง และพวกเขาต้องไปรายงานตัวที่อำเภอ แต่ปัญหาก็คือพวกเขารู้สึกว่าตัวเองประพฤติปฎิบัติดีมาตลอด บางคนเรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง บางคนเป็นครู ที่พวกเขาเป็นห่วงคือมีเพื่อนเขาคนหนึ่งไปรายงานตัวกลับมา ปรากฎว่าถูกตีขลุมในข่าวให้เป็นพวกแนวร่วมที่มามอบตัวกับทางการ และเพื่อนเขาคนนี้ยังต้องไปเข้าค่ายฝึกอบรมที่โรงเรียนวิวัฒน์พลเรือนอีกเป็นช่วงๆ
ผมรู้สึกว่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องแต่ก็กำลังเป็นเรื่อง และเป็นการทำงานที่ง่ายเกินไปของเจ้าหน้าที่รัฐ ผมเดาเอาว่าเป็นช่วงเวลาใกล้สิ้นปีงบประมาณ เลยทำให้หลายหน่วยงานแย่งกันทำผลงาน และจำนวนตัวเลขผู้หลงผิดและกลับใจถือว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญในสถานการณ์ขณะนั้น
ในฐานะนักข่าว เครื่องมือในการหาทางออกก็คือข่าว ผมรายงานเรื่องนี้มายังศูนย์ข่าวอิศรา แต่เพราะไม่สามารถเอ่ยชื่อเด็กเหล่านี้ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตเขา ทำให้ข่าวไม่มีน้ำหนักและศูนย์ไม่ได้ลงข่าวนี้ แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรแต่ได้นำเรื่องนี้มาเขียนลงในคติชน ขณะเดียวกันผมได้โทรศัพท์คุยกับคุณนัยนา สุภาพึ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเธอก็สอบถามเด็กๆเหล่านี้ทางโทรศัพท์ด้วยตัวเองพร้อมกับแนะนำให้เขียนคำร้องทุกข์ไปที่ กสม.
คืนนี้ผมกับตูแวไปค้างที่สุไหง-โกลก ซึ่งสวนกับทีมของกอร์ฟและสนที่พึ่งกลับไปปัตตานี
ทรัพยากรท้องถิ่นที่ถูกแย่งชิง
ฟ้าสดใสเหลือเกิน ทำให้แดดแรงจัดแม้เพิ่งเป็นยามสาย ยิ่งใกล้เที่ยงทำเอาผิวหนังแทบกรอบ แต่ท้องทะเลในอ่าวปัตตานี้ก็คุ้มค่าที่จะดึงดูดให้ผมได้ตระเวน
วันนี้ผมและ “หนุ่ม”น้องนักข่าวส่วนกลางที่เพิ่งมาถึงพากันลงเรือกับเครือข่ายประมงพื้นบ้านและกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีที่หมู่บ้านตันหยงลูเล๊าะ ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
พวกเราลงเรือประมงขนาดเล็กที่นั่งได้ 4-5 คน เป้าหมายแรกคือล่องไปที่แหลมตาชี(ฮูหย่งตายง) ซึ่งมีหาดทรายที่สวยงาม มีต้นสนใหญ่ โดยชาวประมงมักใช้เป็นจุดแวะพักปลดอวน คณะได้ไปหยุดเพื่อให้พี่น้องประมงท้องถิ่นบรรยายถึงสภาพปัญหา
อ่าวปัตตานีกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากมีการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีปัญหารุกล้ำโดยการสร้างเขื่อนกันคลื่นรุกเข้าไปในทะเล ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนซึ่งส่งผลให้ตะกอนพัดไปรวมกันตามจุดต่างๆและทำท่าจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของชาวประมง ชาวบ้านหวั่นว่าอนาคตปากอ่าวอาจถูกปิดได้
ขณะเดียวกันได้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายอย่าง ที่น่าสนใจคือหอยแคลง ซึ่งทางการส่งเสริมให้บางชุมชนใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยทำให้ระบบการจัดการเป็นไปได้ด้วยดี แต่บางแห่งนายทุนเป็นผู้ลงทุนเลี้ยงเชิงพาณิชย์ทำให้เกิดปัญหากับชาวบ้าน
แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่คือความขัดแย้งระหว่างเรืออวนรุนซึ่งเป็นประมงขนาดใหญ่ที่มักละเมิดกฎหมายเข้ามาจับปลาใกล้ชาวฝั่ง ซึ่งทำลายสิ่งมีชีวิตต่างๆไม่เลือก กับประมงขนาดเล็กที่พยายามคงวิถีดั้งเดิมไว้ สิ่งที่น่าตกใจคือชาวประมงท้องถิ่นบอกว่าตอนนี้ปลาดุกทะเลแทบสูญพันธุ์ไปจากอ่าวปัตตานี เพราะแหล่งอาหารถูกทำลาย
“การเลี้ยงหอยแคลงเชิงพาณิชย์ เขาจับหอยโดยใช้ที่คลาดซึ่งต้องคลาดผิวดินลึกลงไปถึง 4-5นิ้ว เช่นเดียวกับเรือประมงใหญ่ที่ลากหน้าดินเอาทุกอย่างไป ไม่เว้นปลาเล็กปลาน้อย เมื่อก่อนเราเคยหาปลาได้วันละ 20-30 กก. แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 1-2 กก.ก็ถือว่าดีแล้ว แต่มันแทบไม่พอค่าน้ำมัน”ชาวบ้านระบายความอัดอั้นตันใจ
แม้พวกเขาพยายามรักษาสภาพแวดล้อมเอาไว้ เช่น ปลาเล็กเมื่อติดอวนก็ปล่อย หรือปลูกป่าและดูแลป่าชายเลน แต่กิจการประมงพาณิชย์กลับไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เลย ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควรเพราะกิจการประมงขนาดใหญ่เป็นของผู้มีอิทธิพล
พวกเราได้ล่องไปดูป่าชายเลนที่ยังสมบูรณ์ มีทั้งที่ปลูกขึ้นใหม่และป่าดั้งเดิม กลิ่นหอมจากป่าชายเลนจะมีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง คนที่เป็นลูกน้ำเค็มจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมนี้ เช่นเดียวกับกลิ่นดินในผืนป่าดิบตามขุนเขา
นกเหยี่ยวหลายตัวบินร่อนเหนือผืนป่าชายเลน เพื่อมองหาเหยื่อ ถือว่าเป็นอีกตัวหนึ่งที่เป็นดรรชนีวัดความอุดมสมบูรณ์
“ป่าชายเลนที่สวยที่สุดในประเทศไทย” บังมะรอนิง สาและ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งนั่งเรือลำเดียวกับเราบอกอย่างภูมิใจ ผมอดเย้าเขาไม่ได้ว่าใครเป็นคนบอก เขายิ้มๆก่อนบอกว่า “คนที่มาเยือนมักพูดกัน”
กลับจากอ่าวปัตตานี ทั้งผมและหนุ่มดำเกรียมกันน่าดู ทั้งๆที่ตัวเองดำอยู่แล้ว ยังสู้อุตส่าห์ดำได้อีก โดยเฉพาะตามแขนและลำคอ หนุ่มหนักกว่าผมเพราะผิวขาวกว่า
อิหม่ามสตอปาและบ้านละหาน
วันที่ 5 กันยายน 2548 ครบ 7 วันการเสียชีวิตของอิหม่ามสตอปาแห่งบ้านละหาน ซึ่งศูนย์ข่าวอิศราวางแผนว่าจะลงพื้นที่อีกครั้ง แม้เช็คข่าวล่าสุดแล้วพบว่าชาวบ้านยังคงปิดทางไม่ให้คนภายนอกเข้าไปบ้านอิหม่าม และยังไม่มีสื่อมวลชนเข้าไปได้เลย นอกจากเลียบๆเคียงๆเท่านั้น และสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตรึงเครียดมาก มีเพียงผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเข้าไป 1 ครั้ง แต่ก็ถูกเด็กๆและผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลัง แต่เขาก็เข้าไปถึงบ้านอิหม่ามจนได้ ส่วนทีมงานและสื่อมวลชนถูกสกัดกั้นอยู่ข้างนอกหมด
ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์อย่างอหังการในทำนองว่าไม่มีหมู่บ้านใดในแผ่นดินที่ทางการเข้าไปไม่ได้
พวกเราเริ่มต้นด้วยการประสานงานไปที่อับดุลเร๊าะห์มาน อับดุลสมัด ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส ก่อน ซึ่งท่านแจ้งว่ามีแผนจะเข้าไปเยี่ยมหมู่บ้านละหานเหมือนกัน เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของท่านอยู่แล้วที่ต้องไปเยี่ยมชาวบ้าน
พวกเรา มีพี่อายุพ ตูแว โจ้ย จี๊ด ไปรอประธานฯที่สำนักงานกรรมการจังหวัดตั้งแต่เที่ยง แรกทีเดียวประธานอับดุลเร๊าะห์มานบอกว่า ลูกชายอิหม่ามสะตอปาและชาวบ้านอาจมาพบแกที่สำนักงานฯ เราไปรออยู่นานก็ไม่มีทีท่าว่าชาวบ้านจะมา
ขณะที่ประธานฯเองก็ติดประชุมอิหม่ามประจำเดือน กว่าจะเสร็จก็บ่ายคล้อย แรกทีเดียวประธานฯได้เชิญอิหม่ามอีกหลายคนไปด้วย แต่ปรากฎว่าพอถึงเวลาจริงๆทุกคนติดธุระเหมือนกันหมด ทำให้ประธานต้องไปกับพวกเราลำพัง
พวกเรามาแวะรับบาบอมะยูโซ๊ะมาตี เจ๊ะกูโน ประธานอิหม่ามสุไหงปาดี ที่มัสยิดบ้านมะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง กว่าจะเข้าไปถึงบ้านละหานก็ปาเข้าไป 16.40 น.
บ้านละหานอยู่ติดถนนสายหลักเส้นหนึ่งซึ่งราดยางมะตอย มีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาไม่ขาดสาย ทันทีที่รถของพวกเราเคลื่อนตัวเข้าหมู่บ้าน สายตาทุกคู่ที่อยู่ข้างทางพากันจับจ้องมาอย่างแข็งกร้าว ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆที่ขี่จักรยานหรือเล่นกันอยู่ริมถนน เมื่อรถมาจอดบริเวณทางเข้าบ้านอิหม่ามสะตอปา เด็ก 4-5 คนในบริเวณนั้นพากันส่งสัญญาณเรียกเพื่อนๆ เพียงแค่อึดใจเดียว พวกเขาก็รวมกันได้ 10-20 คน และวิ่งมายังรอบๆรถ
ผมสังเกตเห็นวี่แววความไม่เป็นมิตรในตอนแรก แต่เมื่อเด็กๆเห็นบุคคลคนแรกที่ลงจากรถแต่งชุดขาวยาวและสวมหมวกซึ่งเป็นสัญญลักษ์ของมุสลิม พวกเขาก็ลังเล โดยอับดุลเร๊าะห์มานได้เข้าไปทักทาย และไถ่ถามทุกข์สุขเป็นภาษามลายู ทำให้ท่าทีของเด็กเหล่านี้อ่อนลง และมีการส่งสัญญาณจากผู้หญิงซึ่งนั่งจับกลุ่มกันแถวๆนั้น เมื่อเข้าไปสอบถามญาติอิหม่ามสะตอปา ปรากฎว่าเขาอนุญาตให้ประธานและบาบอมะยูโซ๊ะเข้าไปได้ ส่วนพวกเรารออยู่บริเวณทางเข้า
แม้ผ่านไปแล้ว 7 วัน แต่ร่องรอยการเผชิญหน้ากันระหว่างคนในหมู่บ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐยังคงปรากฎชัดเจน ชาวบ้านเอาโอ่งและไม้มาวางกั้นบริเวณทางเข้า พวกเราวนเวียนอยู่แถวนั้น ขณะที่ตูแวและพี่อายุพสามารถพูดคุยกับเด็กและผู้หญิงเป็นภาษามลายู ทำให้บรรยากาศค่อยๆคลี่คลายไปในทางที่ดี โดยเฉพาะเด็กๆเมื่อพี่อายุพกับโจ้ยซื้อไอติมให้กิน ความไร้เดียงสาของพวกเขาก็กลับมาเหมือนเดิม เราเอาหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ซึ่งมีภาพพวกเขาลงในวันที่ผู้ว่าราชการเข้ามาเยือนให้พวกเขาดูเพราะมีภาพขึ้นหน้า 1 พอคนหนึ่งชี้มาที่ภาพ คนอื่นๆก็พากันหัวเราะอย่างสนุกสนานที่เห็นรูปตัวเองอยู่ในหนังสือพิมพ์
พวกเราพูดคุยกับเด็กๆถึงสาเหตุที่ออกมาเป็นโล่มนุษย์กั้นและไม่ให้คนของทางการเข้าไป พวกเขาบอกว่าเป็นคำสั่งของพวกผู้ใหญ่ และชาวบ้านทุกคนเชื่อว่าคนที่ยิงอิหม่ามสะตอปาคือเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะก่อนเกิดเหตุการณ์ร้ายมีเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำบินมาวนก่อน
ขณะที่พวกผู้หญิงให้เหตุผลอธิบายว่าหลังการยิงสะตอปา ทั้งรถพยาบาล ทั้งรถต่างๆของเจ้าหน้าที่รัฐมาถึงทันทีเหมือนกับเตรียมการเอาไว้เสร็จสรรพ ทำให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐแน่ๆ ที่สำคัญก่อนที่อิหม่ามจะถูกยิงได้มีทหารมาเอายาและอื่นมาให้อิหม่ามหลายครั้ง
หลังผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมงผู้นำศาสนาทั้ง 2 คนกลับออกมา โดยอับดุลเร๊าะห์มาน เล่าว่าทางเมียและลูกชาย 2 คน ของอิหม่ามสะตอปาซึ่งเรียนจบจากไครโรและปากีสถาน ต่างเชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐแน่นอน
ครอบครัวเล่าว่าอิหม่ามสะตอปาถูกยิงในช่วงใกล้ค่ำขณะกำลังเดินขึ้นบ้าน แต่อิหม่ามไม่เสียชีวิตในทันทีและยังเห็นหน้าคนที่ยิง เขาจึงสั่งเสียครอบครัวว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปชันสูตรศพหรือเข้าไปที่บ้านเลย เพราะรู้อยู่แล้วว่าฆาตกรคือใคร เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องหาฆาตกรอีก แม้แต่ความช่วยเหลือใดๆของทางการก็ไม่อยากได้ เพราะพวกเขาพอมีเงินกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ญาติๆของอิหม่ามสะตอปายังรู้สึกไม่พอใจกับข่าวที่ออกในวันที่ผู้ว่าฯเข้ามาโดยส่วนใหญ่ไปลงว่าคนที่นี่ไม่ยอมให้ผู้ว่าฯเข้ามาทั้งๆที่ความจริงคือผู้ว่าฯเข้ามาได้
“เขาถามผู้ว่าฯในทันทีที่เจอหน้าว่าทำพ่อเขาทำไม ซึ่งผู้ว่าฯก็ไม่ได้ตอบ เพียงแต่พูดเรื่องลองกอง ผมเลยไม่อยากถามอะไรเขามาก เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นสายลับให้ทางการ แต่ผมอยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับชาวบ้านและหาตัวคนร้ายโดยเร็ว จะมัวปฎิเสธอย่างเดียวไม่ได้เพราะชาวบ้านเขาเชื่อกันอย่างนั้น” อับดุลเร๊าะห์มานบอกผ่านไปยังรัฐบาล
พวกเราออกจากบ้านละหานเย็นย่ำ บรรยากาศดูช่วงวังเวงอย่างไรพิกล ยิ่งมีเสียงอาซานไล่หลังมาด้วย ทำให้เย็นวาบๆ แม้แต่ประธานฯเอง ผมเดาเอาว่าแกก็รู้สึกเช่นนั้น เพราะเห็นบ่นไม่อยากขับรถกลับบ้านที่อยู่นอกเมืองนราธิวาสคนเดียว พวกเราเลยอาสาขับรถไปส่งแก
สถานการณ์มันช่างสับสนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ซึ่งเชื่อว่าคนอื่นๆก็คงคิดเช่นเดียวกันว่าไม่รู้พวกเราเป็นใคร ผมรายงานข่าวทางโทรศัพท์ให้เอกพิมพ์ และวันรุ่งขึ้นเขียนรายงานเล่าสถานการณ์ที่บ้านละหานอีกครั้ง
ข้ามฝั่งไปมาเลย์
วันที่ 7 กันยายน ผมกับตูแวข้ามไปทำข่าวฝั่งมาเลเซีย จุดหมายปลายทางอยู่ที่รัฐกลันตัน เพราะไม่กี่วันก่อนมีคนไทย 131 คนมาขอลี้ภัยอยู่ที่นั่น เราเข้าไปทางด่านสุไหง-โกลก
จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้วาดหวังว่าจะได้ข่าวชิ้นนี้สักเท่าไหร่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคงเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่อยากได้คือการได้สัมผัสเก็บเกี่ยวบรรยากาศในรัฐกลันตันมาบอกเล่า
เราพักที่โรงแรมขนาดย่อมแห่งหนึ่งในกลันตัน ช่วงค่ำตูแวนัดเพื่อนนักข่าวมาเลเซียมาแลกเปลี่ยนสถานการณ์กัน ก่อนหน้านี้ตูแวได้รับโทรศัพท์สอบถามจากคุณวราภรณ์ เจริญพานิช ของช่อง 9 เธอเข้ามาก่อนหน้าเราก่อน 1 วัน แต่เธอมากับช่างภาพแบบโดดๆ ไม่มีล่ามภาษามลายู เพียงแต่ติดต่อกับสถานกงสุลไทยในกลันตัน ซึ่งการทำงานของเธอน่าศรัทธามาก เพราะไม่เกรงกลัวใดๆในสถานการณ์อันสับสนเช่นนี้ พวกเราเลยโทรศัพท์ชวนเธอมาร่วมคุยด้วย
พวกเรานัดกันที่ร้านอาหาร ซึ่งนักข่าวมาเลเซียมากัน 2 คนและตูแวยังนัดผู้เชี่ยวชาญที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ภาคใต้ซึ่งมาเป็นชาวมาเลเซียมาอีก 1 คน
นักข่าวทั้งสองคนได้เล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการเมืองในกลันตันให้ฟัง ซึ่งพรรคปาสได้รับเลือกตั้งเสียงข้างมากให้ปกครองท้องถิ่นนี้ เพราะโต๊ะครูอาซีสซึ่งเป็นคนของปาสเป็นปราชญ์ท้องถิ่นที่ชาวบ้านศรัทธา แต่เนื่องจากพรรคปาสเป็นพรรคฝ่ายค้านในรัฐบาลทำให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ปาสสามารถพัฒนาในแนวทางศาสนา ซึ่งพรรคอัมโนก็เห็นช่องว่างนี้ จึงพยายามทุ่มเทงบประมาณในหลายโครงการ พวกเขามองว่าหากอัมโนยังคงใช้วิธีการนี้ อนาคตอาจทำให้ชนะการเลือกตั้งได้

พวกเขาเล่าถึงคนไทย 131 คนซึ่งเชื่อว่าเป็นคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลไทยจนทนไม่ไหว ซึ่งพวกเขาคนหนึ่งมีโอกาสได้สัมภาษณ์ชาวบ้านกลุ่มนี้ ก่อนที่ทางการจะเข้ามาควบคุมตัว และเนื่องจากคนจำนวนมากในรัฐกลันตันและคนใน 3 จังหวัดชายแดนมีเชื้อสายมลายูเหมือนกันและเป็นเครือญาติกัน ดังนั้นทั้ง 2 พรรคจึงแย่งกันทำคะแนนจากชาวบ้านโดยปาสได้จัดตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ และมีการปราศัยทุกวันศุกร์เพื่อหาเงินบริจาค พร้อมทั้งมีท่าทียินดีให้คนไทยทั้ง 131 คนได้อยู่ในกลันตัน แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางของพรรคอัมโน ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศมาเลเซียด้วย
พวกเขาเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมาเลเซียไม่กล้ารับคนเหล่านี้ให้เป็นผู้ลี้ภัยเพราะไม่เช่นนั้นคนมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้อีกจำนวนมากจะหลั่งไหลอพยพเข้าไปอีก
ความเข้าใจของพวกเขาคือสถานการณ์ใน 3 จังหวัดรุนแรงมาก และพวกเขาเชื่อว่าประชาชนมุสลิมภาคใต้ของไทยถูกกระทำจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณมากเช่นเดียวกับคน 131 คนที่ทนไม่ได้ ซึ่งเขาตั้งคำถามถึงตัวนายกรัฐมนตรีไทยมากเป็นพิเศษ แถมยังตั้งคำถามาถึงสื่อมวลชนไทยที่เหมือนเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาล เราเลยตั้งคำถามกลับบ้างว่า สื่อมวลชนมาเลเซียไม่เผื่อใจฟังข้อมูลอีกด้านบ้างหรือ เช่น หากคนทั้ง 131 คนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของแนวร่วมก่อการความไม่สงบที่ต้องการขยายผลให้ออกมาในรูปแบบนี้ ซึ่งเขาก็รับฟังด้วยดีพร้อมทั้งบอกว่ามีความเป็นไปได้
พวกเราแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยมิตรภาพตามประสานักข่าว
นักข่าวทั้งคู่รู้สึกกังวลเนื่องจากได้รับเชิญจากฝ่ายทหารไทยให้มาลงพื้นในจังหวัดชายแดน พวกเขาถามเราว่าปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งตูแวให้คำตอบไม่ได้ เขาจึงหันมาทางผม ซึ่งก็บอกไปว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะไปกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเช่นนี้ ทุกอย่างคงจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว รวมถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย คำถามหนึ่งที่เขาถามแล้วผมก็หาคำตอบไม่ได้
“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีคนตายมากขนาดนี้ คุณรู้หรือยังใครเป็นคนทำ?”
วันรุ่งขึ้นผมสะท้อนมุมมองของสื่อมวลชนของมาเลเซียลงในศูนย์ข่าวอิศรา แต่ทางบอกอเห็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย เพราะเรายังอยู่ฝั่งมาเลเซีย จึงตั้งชื่อเรื่องให้เข้าใจว่าเรา “ลัดเลาะอยู่แถวชายแดน” ซึ่งผมเข้าใจได้เพราะในสถานการณ์เริ่มต้นท่ามกลางความสับสน หากเราไม่สร้างสมดุลย์ข่าวให้เกิดขึ้นจะลำบาก ยิ่งถ้าเราไปทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้สึกว่า “รุก”มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นการสร้างความหวาดระแวงให้กันได้
ก่อนกลับได้มาแวะหน้าศูนย์ที่เขาใช้เป็นสถานที่กักตัวชาวบ้าน 131 คน เรามานั่งในร้านน้ำชาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามศูนย์โดยมีถนนขั้นกลาง
พอเดินเข้าไปในร้านก็รู้อยู่แล้วว่าตกอยู่ในสถานการณ์ต้องระมัดระวังพิเศษ เพราะในร้านมีชายฉกรรจ์นั่งอยู่ 3-4 คน แม้พวกเขาทำไม่สนใจเรา แต่สังเกตเห็นหางตาที่เหล่ๆมาหาอยู่เรื่อย ผมกับตูแวนั่งคุยและเมียงๆมองๆไปที่ศูนย์ได้พักใหญ่ ใจก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ข้อมูลอะไรแน่ แต่ก็อยากถ่ายภาพเก็บไว้เผื่อใช้ประกอบงานเขียน
“ผมถ่ายภาพได้มั้ย” ผมถามตูแว นี่ถ้าเป็นเมืองไทยผมคงไม่รีรอให้เสียเวลา เพราะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และก็ไม่ได้ไปละลาบละล้วงใคร “ถ่ายได้ไม่มีปัญหา” ตูแวตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผมทำท่ายกกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วมากด เท่านั้นแหละ ผู้ชายที่นั่งทำไม่สนใจเราตั้งแต่ต้น 3-4 คนกรูกันเข้ามา พร้อมกับแสดงตัวเป็นตำรวจสันติบาลมาเลย์ เขาค้นตัวเราและพลาสปอร์ตอย่างละเอียด แถมสอบถามอย่างหนักหน่วงยังกะเป็นผู้ร้าย แต่โชคดีของผมที่พูดและฟังภาษามลายูไม่รู้เรื่อง บทบาทหนักเลยตกอยู่ที่ตูแวคนเดียว
กว่าสันติบาลมาเลฯจะยอมเชื่อว่าเรามาทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิร้อยเปอร์เซ็นก็เล่นเอาตูแวเหงื่อแตก จนกระทั่งขึ้นรถกลับฝั่งไทยเราถึงหัวเราะกันออก และเป็นเรื่องที่ผมใช้แซวตูแวเจ้าถิ่นอยู่เรื่อยมา
กลับมาถึงศูนย์ข่าวอิศราในวันต่อมา ผมได้เขียนเรื่อง “ดอกไม้หลากสีในกลันตัน”อีกเรื่องหนึ่ง
บันทึกส่งท้าย
รุ่งสางของเมื่อคืน(12 ตุลาคม 2548) ฝนคงตกหนัก พอตื่นเช้ายังได้ยินเสียงน้ำหยดแหมะๆอยู่ชายคาบ้าน อากาศก็เย็นกว่าทุกเช้า ซึ่งปกติตอนหกโมงหรือเจ็ดโมงเช้าผมมักขับมอเตอร์ไซไปกินกาแฟและเดินเล่นในตลาดสดเมืองปัตตานี หลายครั้งที่ประทับใจบรรยากาศก็เก็บเอามาเขียนสคูป เช่น เรื่องร้านกาแฟของลุงรุณที่มีลูกค้าทั้งชาวพุทธและมุสลิมแวะเวียนอุดหนุนไม่ขาด หรือเรื่องร้อยมาลัยกลิ่นหอมของแม่ค้าพวงมาลัย ซึ่งเป็นหญิงมุสลิม แต่ร้อยดอกไม้ได้สวยงามซึ่งคนพุทธนิยมซื้อมาไหว้พระ
งานเขียนในลักษณะนี้ เป็นงานที่ผมพอใจมากเพราะไม่ได้ตั้งใจเอาสมุด-ปากกาไปเที่ยวสัมภาษณ์เขา แต่เขียนออกมาจากความรู้สึกนึกคิดที่ได้พูดคุยและสัมผัสอยู่เป็นประจำ
ใจหนึ่งอยากกลับกรุงเทพฯเหมือนกันเพราะมาอยู่นานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่อีกใจหนึ่งยังรู้สึกห่วงบ.ก.เอกอยู่ เพราะวันนี้มีเพื่อนที่เป็นตัวหลัก 2 คนต้องกลับกรุงเทพฯ
ผมยืนมองกอร์ฟหิ้วกระเป๋าขึ้นรถ
“หวัดดีครับพี่ แล้วเจอกัน”กอร์ฟยกมือไหว้บอกลาโดยมีเก่งและนิไปส่ง ทำให้รู้สึกหวิวๆอยู่ในใจเหมือนกัน
ทุกครั้งที่ทีมงานของศูนย์ข่าวต้องสับเปลี่ยนกำลัง ผมรู้สึกเสียดายมาก เพราะพวกเราเริ่มงานมาด้วยกัน จึงรู้สึกผูกพันกันโดยปริยาย การทำงานเข้าขากันดีมาก ทุกคนมาด้วยใจกันจริงๆ มีความบ้าเป็นกำลัง ที่สำคัญคือการมีความเห็นเรื่องนั้นเรื่องนี้คล้ายๆกัน ไม่มีการคิดเล็กคิดน้อย เช่นเดียวกับความผูกพันต่อเพื่อนนักข่าวในพื้นที่ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเนื้อเดียวกัน
ผมทำงานร่วมกับเพื่อนนักข่าวมุสลิมอย่างสนุก ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายจากชาวบ้านที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้(หากมีคนบ้ามาประเมิน)
ผมตั้งใจว่าจะไม่มีบันทึกหน้าสุดท้ายสำหรับที่นี่ เพราะแม้ผมกลับคืนมาประจำอยู่บางกอก แต่ก็ยังเทียวไปเทียวมาอยู่เรื่อยๆ และเชื่อว่าสถานการณ์ความไม่สงบยังคงดำรงอยู่อีกยาวนาน ขณะที่เรื่องราวของชาวบ้านและภาคส่วนต่างๆในสังคมจังหวัดชายแดนใต้ ยังมีอีกมากมายที่คนในสังคมใหญ่ควรรับรู้














