‘พนิดา’ ชำแหละงบ 3 องค์กรอิสระใช้งบไม่คุ้มค่า
‘พนิดา’ ชำแหละงบ 3 องค์กรอิสระใช้งบไม่คุ้มค่า แฉ ป.ป.ช. สร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์มาตรฐานโอลิมปิกยังไม่เสร็จแต่ของบปรับปรุง เจอ สส. ภูมิใจไทยเบรก หลังอภิปรายพาดพิงคดี ‘ฮั้ว สว.’
วันนี้ (1 ก.ค. 69) นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยระบุว่างบประมาณขององค์กรอิสระ 3 หน่วยงานนี้ รวมกันกว่า 10,195 ล้านบาท เพื่อรักษาความสุจริตของระบบการเมือง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อภารกิจหลัก และหน่วยงานยังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ ดัชนีความเชื่อมั่นตกต่ำ แต่ไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้
นางสาวพนิดาได้โชว์ภาพกระดาษโพยฮั้วการเลือกตั้ง สว. พร้อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติว่ากระดาษโพยดังกล่าวไม่ใช่กระดาษจดบันทึกทั่วไป แต่เป็นโพยจัดตั้งที่ตีตารางเขียนหมายเลขไว้ชัดเจน และผลลงคะแนนที่ออกมาก็ตรงเป๊ะ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดแบบนี้ได้คือถูกหวยรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 70 งวด ดังนั้นประชาชนไม่เชื่อว่า กกต. จัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส และรู้เห็นความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. ด้วยการเดินเก็บโพยที่เป็นหลักฐานสำคัญ เมื่อการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน มีข้อครหามากมาย และต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระแล้วเราจะเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความอิสระได้อย่างไร
ทำให้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่าอภิปรายไม่อยู่ในประเด็น เพราะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรจะพูดว่างบประมาณเอาไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องการฮั้ว สว. กระบวนการตามกฎหมายก็ดำเนินการอยู่ จึงขอให้ผู้อภิปรายอยู่ในประเด็น ก่อนที่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม จะให้นางสาวพนิดาได้อภิปรายต่อ
นางสาวพนิดาอภิปรายถึงงบประมาณของ ป.ป.ช. โดยกล่าวว่า ป.ป.ช. ถูกครหาว่าปกป้องการทุจริตจากกรณีการไม่ชี้แจงทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งจากคดีซุกหุ้น
ทำให้นายสนอง ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่าอภิปรายนอกประเด็น และมีการเอ่ยชื่อของบุคคลภายนอกชัดเจน จึงขอให้ผู้อภิปรายระมัดระวังและอยู่ในญัตติ นายเลิศศักดิ์จึงได้ตักเตือนถึงการพาดพิงบุคคลภายนอก และให้นางสาวพนิดาอภิปรายเข้าสู่ประเด็น
นางสาวพนิดากล่าวต่อว่าโดยปกติ ป.ป.ช. จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึก แต่ในกรณีของนาย ศ. กลับไม่มีการตรวจสอบเบื้องต้น หรือไต่สวนผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ประชาชนจับตาอยู่ พร้อมเปิดภาพนาย ศ. ที่ถูกเบลอหน้า ก่อนที่นายสนองจะลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่าในสไลด์นำเสนอยังมีภาพบุคคลภายนอก ขอให้เอาออก นายเลิศศักดิ์จึงวินิจฉัยว่าไม่อนุญาตให้นำรูปบุคคลภายนอกมาแสดงในที่ประชุม
ทำให้ นายเอกราช อุดมอำนวย สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงนายเลิศศักดิ์ว่า วินิจฉัยไม่เป็นกลาง ทั้ง ๆ ที่ภาพมีการเบลอแล้ว ตนดูก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร และผู้ประท้วงก็ไม่ได้ใช้สิทธิพาดพิงเสียหาย ขอให้ประธานและผู้ประท้วงอดทนฟัง
นายเลิศศักดิ์ชี้แจงว่าหากเป็นภาพบุคคลภายนอกโดยหลักแล้วไม่อนุญาต แต่หากเบลอจนไม่ทราบว่าเป็นใคร ก็อนุญาต แต่หากเลี่ยงได้ก็ขอให้มีความระมัดระวัง ก่อนจะให้นางสาวพนิดาอภิปรายต่อ
นางสาวพนิดาอภิปรายต่อว่า ป.ป.ช. ยังมีอีกหลายข้อครหา ทั้งเรื่องแหวนแม่ นาฬิกายืมเพื่อน หรือเรื่องสินบนทองคำ แล้วประชาชนจะเชื่อมั่นใน ป.ป.ช. ได้อย่างไร ขณะที่งบประมาณ สตง. หลังจากที่ตึกสำนักงานถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ สตง. ต้องเจอวิกฤตศรัทธา ทั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการคัดเลือกผู้รับเหมา และการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์หรูหรา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือมิวสิกวิดีโอ 1 เพลง และหนังสือเวียนที่ออกมาปลอบใจกันเองในหน่วยงาน
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการจะแสดงให้เห็นว่างบบุคลากรของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งมีทั้งหมด 7,352 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ หาก กกต. สามารถทำให้ผลเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชน ป.ป.ช. ไม่มีการละเว้นผู้มีอำนาจคนไหน และ สตง. สามารถทำให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ประชาชนยินดีจ่ายค่าบุคลากร แต่ปัญหาคือมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม และไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากการเป็นจำเลยสังคมได้เลย
นางสาวพนิดาอภิปรายถึงงบก่อสร้างของทั้ง 3 หน่วยงาน ที่แสดงออกชัดมากว่าอยากมีอาคารของตัวเองในทุกจังหวัด แม้ปีนี้โดนหั่นเหลือ 672 ล้านบาท แต่ตั้งงบผูกพันไปบวมปีหน้า โดยยกตัวอย่างกรณีที่ กกต. ของบประมาณ 193 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างตึก 16 อาคาร แต่โดนสำนักงบประมาณตัดเหลือ 35 ล้านบาท เพราะเคยได้งบไปหลายปี แต่ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้ หรืออย่างโครงการก่อมสร้างที่ จ.พัทลุง ยังไม่ได้เบิกจ่ายสักบาท ปีนี้จะของบประมาณ 12 ล้านบาท ไปสร้างต่อที่ จ.ปทุมธานี
ส่วน ป.ป.ช. มีงบผูกพันเดิมที่ยังทำไม่เสร็จ 19 ตึก ปีนี้ตั้งงบผูกพันมาสร้างใหม่อีก 5 ตึก ปีก่อนขอสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ 12 ชั้น เรียกได้ว่าเป็นสปอร์ตคอมเพล็กซ์ เพราะมีสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก มีห้องฟิตเนส มียิม มูลค่า 777 ล้านบาท ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ปีนี้ตั้งของบใหม่ไปปรับปรุงอาคารเดิมในบริเวณเดียวกันเพิ่มอีก 162 ล้านบาท เรียกได้ว่ารีโนเวตเซตใหญ่
ส่วน สตง. ขอมา 252 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้าง 16 ตึก ทั้งที่บางโครงการสร้างเสร็จไปแล้วก็ทิ้งร้าง จนเขาเอาไปถ่ายคอนเทนต์กันเป็นไวรัลที่ อ.สัตหีบ ซึ่งอาคารดังกล่าวมีมูลค่า 135 ล้านบาท ร้างมา 15 ปี วันนี้ก็ยังไม่ได้ใช้งาน แต่ก้อนที่เจ็บปวดใจที่สุดคือปัจจุบันเรายังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินการรถไฟในเขตจตุจักร จุดที่ตึก สตง. ถล่มไปอีก 6 ปี มูลค่ารวมทั้งหมด 764 ล้านบาท โดยที่ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ดังนั้นรัฐบาลต้องเอาคนผิดตัวจริงมารับผิดชอบ เรียกคืนความเสียหายทั้งหมดในส่วนนี้ เพราะนี่คือเงินภาษีของประชาชน
สำหรับงบดำเนินงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และควรได้รับจัดสรรอย่างเต็มที่ แต่ส่วนใหญ่เอาใช้ไปกับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก ตัวชี้วัดเน้นจำนวนการจัดกิจกรรม เน้นจำนวนผู้เข้าร่วม ไม่เน้นผลลัพธ์การอบรม พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ กกต. แทนที่จะจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ได้คือลูกเสืออาสา กกต. อบรมพลเมืองประชาธิปไตย ที่วัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพไม่ได้ หรือศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย มูลค่า 100 ล้านบาท ที่ไม่มีใครรู้จัก รวมถึงศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบลอีก 7,000 ศูนย์ทั่วประเทศ แต่มีเพียงภารกิจเดินขบวนรณรงค์เลือกตั้ง หรือแอปตาสับปะรดที่ไม่ใช้แจ้งร้องเรียนการเลือกตั้งที่ไม่มีคนใช้
ทั้ง 3 องค์กรมีงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท แต่ 70% ใช้ไปกับเงินเดือนสวัสดิการบุคลากร 10% เน้นไปที่การสร้างตึก ซ่อมอาคาร เช่ารถ เหลือเงินไว้ใช้ทำงานจริง 20% แล้วดันเอาไปใช้กับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก และทั้งหมดนี้นำมาสู่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือองค์กรอิสระทั้งหมดกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาพร้อมกัน แถลงอะไรออกมา อมพระมาพูดประชาชนก็ไม่เชื่อ ดังนั้นตนขอเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดในการใช้งบประมาณ ให้มีดัชนีชี้วัดที่องค์กรอิสระภายนอกเป็นคนตรวจสอบ และบรรจุเป็น KPI ของทั้ง กกต. ป.ป.ช. และ สตง. รวมถึงขอให้ชะลอการสร้างอาคารต่าง ๆ เพื่อลดงบผูกพัน ลดกิจกรรมเปลี่ยนเป็นวัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพ และทำข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้













