POLITICS

‘หมอวรงค์’ ลักไก่ อภิปราย TH – AI Passport สส. ภูมิใจไทย ประท้วงวุ่น

‘หมอวรงค์’ ลักไก่ อภิปราย TH – AI Passport สส. ภูมิใจไทย ประท้วงวุ่นคนละเรื่องกับโอนงบฯ ด้าน ‘โสภณ’ เตือนหลายครั้งก่อนปิดไมค์ ให้ไปรออภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันนี้ (25 มิ.ย. 69) ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. … โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม

นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นอภิปรายว่า นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่างบประมาณมาจากภาษีของประชาชน ต้องดำเนินการให้โปร่งใส วันนี้จึงอยากเชิญชวนรัฐบาลมาร่วมตรวจสอบโครงการให้โปร่งใสนั้นก็คือ โครงการ TH – AI Passport ซึ่งโครงการนี้ด้วยหลักการแล้วตนเองเห็นด้วย เพราะเป็นการเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการให้บริการประชาชนอายุ 15 ปี จำนวน 5 ล้านคนเพื่อให้เข้าถึง AI ระดับโปร หากดูไทม์ไลน์ของการจัดทำโครงการ ตั้งแต่เริ่มจนถึงขั้นตอนการลงนามในสัญญา ซึ่งทุกอย่าง ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งลงนามสัญญาใช้วันที่ 7 เมษายน 2569 และหากดูการจัดสรรงบประมาณ พบว่าโครงการนี้ ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนในกองทุน DE คือ 1,650 ล้านบาท แต่ราคากลางตั้งอยู่ที่ 1,645 ล้านบาท ซึ่งหากดูที่มาของราคากลางปรากฏว่า มาจากหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงการคลังจำนวน 4 ระเบียบ และเอกชนอีก 3 บริษัท แล้วสุดท้ายโครงการดังกล่าว มีบริษัทเอกชนยื่นซองประมูล 3 ราย โดยผลของการประมูลกิจการค้าร่วมทีเอช เสนอราคากว่า 1,621 ล้านบาท, บริษัทยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด เสนอราคากว่า 1,627 ล้านบาท และกิจการค้าร่วม ดีเอ เสนอราคากว่า 1,638 ล้านบาท โดยหากสังเกตดูราคากลางอยู่ที่ 1,645 ล้านบาท แต่ราคาที่เสนอ ไม่ได้ต่างกันมาก จึงเกิดข้อสงสัย อีกทั้งบริษัทที่ 1 และ 2 มีส่วนร่วมในการทำราคากลางด้วย แล้วบทสรุป คือบริษัทค้าร่วมทีเอช ที่เสนอราคาต่ำสุดได้รับคัดเลือกตามราคาจ้าง คือ 1,621 ล้านบาท และได้ทำสัญญาจ้างเรียบร้อยแล้ว

นายแพทย์วรงค์ กล่าวอีกว่า ตนเอง มีประเด็นที่น่าสนใจคือ หากสังเกตว่ากิจการร่วมค้าดีเอ ที่มีการร่วมเสนอแข่งขันราคา ตนเอง ได้ไปตรวจสอบปรากฏว่า บริษัทนี้ มีบริษัทที่เกี่ยวข้องแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี 46 ซึ่งพบว่าเป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่กลับมามีส่วนร่วมในโครงการถึง 1,621 ล้านบาท ซึ่งตน ขอให้ตั้งเป็นข้อสงสัยสำหรับโครงการนี้ จึงเกิดข้อกังขาจากประชาชนว่า โครงการนี้มีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ โปร่งใสหรือไม่ ล็อกสเปกหรือไม่

ส่วนกิจการค้าร่วมทีเอช ประกอบด้วย 2 บริษัทหลักคือ บริษัทเทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด กับบริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งบริษัทเทิร์นคีย์นั้นมีส่วนร่วมในการประกวดราคากลาง ซึ่งหลังจากเกิดกระแสนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้ทำประชาพิจารณ์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน โดยมีตัวแทนจากบริษัทค้าร่วมทีเอชมาร่วมด้วย ซึ่งบริษัทที่มาร่วมชี้แจง คือ ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ โดยผู้ที่มาชี้แจง เป็นผู้บริหารบริษัทฮิวแมน ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทแพลนบี ซึ่งตนเอง ได้ไปสืบค้นพบว่ารายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์มี 2 คน ถือหุ้นบริษัทแพลนบีเป็นอันดับ 2 และขณะนี้ก็เป็น CEO ของบริษัทแพลนบี และอีกหนึ่งคนก็ถือหุ้นในแพลนบี 1.64% รวมทั้งดำรงตำแหน่งกรรมการด้วย และที่สำคัญที่สุด ที่ตั้งของฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ ตั้งอยู่ที่อาคารแพลนบีทาวเวอร์ ซึ่งทำให้เห็นว่าบริษัทผู้ชนะ มีความเกี่ยวเนื่อง และเกี่ยวข้องกับบริษัทแพลนบี

ในระหว่างนี้มี สส. พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ และเป็นทุกครั้งที่ นพ.วรงค์ พูดถึงโครงการ TH – AI Passport ก็จะมีการประท้วง

ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า ตนเอง ฟังการอภิปรายอยู่เรื่องรายละเอียดเอาไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอนนี้พูดในหลักการก่อน

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า รัฐบาล ต้องการใช้เงินภาษีประชาชนด้วยความโปร่งใส ตนเอง กำลังช่วยรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาต้องการไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าจะไล่รัฐบาลจะเก็บเรื่องนี้ไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจ และเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลถ้าฟังให้จบ

จากนั้น น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วง จึงทำให้ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนเอง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สภา จะอยู่ได้อย่างไร กลัวอะไรกันนักกันหนา เรื่องนี้ประชาชน สนใจทั้งประเทศ

ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า นพ.วรงค์ ก็ต้องเคารพข้อบังคับของการประชุม ที่ นพ.วรงค์ บอกว่ากลัวอะไรนั้น คงไม่มีใครกลัว เมื่อมีผู้ประท้วงยกมือขึ้นตนเอง ก็ต้องอนุญาตให้ประท้วง แล้ว นพ.วรงค์ มาโต้ตอบว่ากลัวอะไรนักหนาซึ่งนี่คือผิดข้อบังคับ ฉะนั้น ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ จึงวินิจฉัยให้ นพ.วรงค์ สรุปประเด็น

นพ.วรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเองอภิปราย เป็นการโยงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ซึ่งตนเอง ได้สรุปให้เห็นว่าส่วนหนึ่งความไม่โปร่งใส เกิดจากบริษัท และ TOR ซึ่งที่โยงให้ฟังคือข้อ 4 และ 8

ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้เรา กำลังประชุมเรื่องการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ฉะนั้นประเด็นทุจริตพูดได้ถ้าเฉพาะเป็นเรื่องที่ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า แต่ท่าน เลยไปจนถึงรายละเอียด เมื่อประธาน วินิจฉัยถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

จากนั้น นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส. จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงประธานตามข้อบังคับข้อที่ 9 เพื่อให้ควบคุมการประชุม เนื่องจากวาระในการประชุมของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ พวกเรา ต้องอภิปรายสนับสนุนเห็นค้าน หรือเห็นต่างจากตัวหลักการจากตัวละคร และเหตุผล ซึ่งตนเอง ก็รอฟัง และท่านผู้อภิปราย ก็พูดเรื่อย ๆ และการพูดทุกอย่าง ไม่ได้อยู่ในหลักการ และเหตุผลของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณเลย จึงขอให้ประธานควบคุมการประชุม

ขณะที่ประธานในที่ประชุม ย้ำว่า ได้อธิบายไปแล้วว่า ให้ผู้อภิปราย อภิปรายอยู่ในขอบเขตของวาระที่ปรึกษาหารือ ซึ่งหากยังพูดประเด็นนอกเหนือต่อไป จะไม่อนุญาตให้พูด พร้อมขอให้ นพ.วรงค์ พูดประเด็นอื่น ไม่เช่นนั้นก็จะไม่อนุญาตให้พูด

นพ.วรงค์ กล่าวว่า สุดท้ายแล้วต้องการจะสื่อสารว่า โครงการนี้ ไม่โปร่งใส เป็นการล็อกสเปก เป็นการเอื้อประโยชน์ ที่ต้องการสื่อเพียงเท่านี้ พร้อมถามกลับไปยังประธานสภาว่า เป็นแบบนี้ สามารถพูดได้หรือไม่ โดยประธาน ตอบกลับว่า หากท่าน บอกว่าโครงการนี้ไม่โปร่งใส ล็อกสเปก ก็เป็นความเห็นของนายแพทย์วรงค์ ส่วนจะจริงหรือไม่ ไม่รู้ แต่การที่ นพ.วรงค์ พูดออกไปเป็นคำพูดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ก็เป็นการพูดใส่ร้ายว่าโครงการนี้ล็อกสเปกหรือไม่โปร่งใส

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ที่เมื่อสักครู่ท่านประธาน เหมือนจะกล่าวหาว่าตนใส่ร้าย ขอย้ำว่า ตน มีหลักฐาน แต่ประธาน ไม่ให้ฉาย

จากนั้น ประธานสภา ได้ปิดไมค์ นพ.วรงค์ พร้อมกล่าวว่า ก็บอกว่าวันนี้ที่ไม่ให้ใช้ไม่ใช่วาระ ดังนั้น จึงขอวินิจฉัยว่าให้จบการอภิปราย เพราะไม่ใช่ที่มาเถียงกันแบบนี้ คำวินิจฉัยของประธาน ถือว่าสิ้นสุด ตนเอง ขอให้คุณหยุดอภิปราย

Related Posts

Send this to a friend