BANGKOK

‘มัลลิกา’ ลงพื้นที่อโศกจุดตัดรถไฟ ชูนโยบาย AI Traffic แก้รถติด-อุบัติเหตุ

‘มัลลิกา’ ลงพื้นที่อโศกจุดตัดรถไฟ ชูนโยบาย AI Traffic แก้รถติด-อุบัติเหตุซ้ำซาก แจงปมมาสายจนได้เบอร์ 14 บอกแค่คำนวณเวลาพลาด 30 วินาที บอก หมดสมัยเหยียดเพศหญิงเป็นไม้ประดับ

วันนี้ (29 พ.ค. 69) นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เบอร์ 14 ลงพื้นที่ถนนพระราม 9 ใกล้สี่แยกอโศก-เพชร บริเวณที่เกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ โดยระบุว่า ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของกรุงเทพมหานครไม่สอดคล้องกัน ซึ่งส่วนตัวมองว่า สามารถนำระบบจราจรอัจฉริยะ (AI Traffic) เข้ามาจัดการ ให้ใช้คำสั่งเดียว ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งสัญญาณรถไฟ รถเมล์ ให้รถหยุด แต่หลังเหตุการณ์วันนั้น แม้คนจะระวังมากขึ้น แต่พื้นที่นี้จะยังคงมีปัญหาเช่นเดิม เราจึงไม่สามารถไปจัดการคนไม่ว่าเจนไหนให้มีระเบียบวินัยพร้อมกันได้ จึงต้องเปลี่ยนแปลงเมือง โครงสร้างการรับมือให้ทุกอย่างกลับมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. ที่จะดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งหลายคนไม่รู้ว่า กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพได้

“ผ่านไปครึ่งเดือน วิธีการยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไปเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ คนโบกยกธงเท่านั้นเอง ดังนั้นวิธีการรับมือจึงไม่ใช่วิธีการเดิม ๆ อีกต่อไป AI จะเข้ามาซิงค์กับกล้องวงจรปิด ที่จะเข้าไปแจ้งเตือนคนขับรถไฟ รถเมล์สาธารณะ ทุกคนจะได้ยินการแจ้งเตือนจากเทคโนโลยี ถ้าไม่คิดใหม่คิดใหญ่ก็จะเป็นไปไม่ได้” นางมัลลิกา กล่าว

นางมัลลิกา กล่าวอีกว่า ย่านอโศกเป็นจุดที่รถเยอะ รถติด ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. ผ่านไปกี่คน อโศกก็ยังรถติดเหมือนเดิม ใจกลางเมืองล้วนแต่เป็นคนที่มีคุณภาพที่ทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคน ไม่ควรที่จะมารอรถติด เจอมลพิษที่ทำให้บั่นทอน ผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องบริหารความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับคนในเมืองให้ได้

จากนั้น นางมัลลิกา ได้สอบถามวินจักรยานรับจ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์หลังเกิดเหตุ รวมถึงการนำ AI เข้ามาจัดการจราจร พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนก็คือประชาชน ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและวางแผนได้

นางมัลลิกา กล่าวถึงการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อย้ำให้เห็นภาพ ว่านโยบาย AI Traffic จะช่วยให้การทำงานของแต่ละองค์กรเชื่อมโยงกันอย่างไร ซึ่งในการรวมหน่วยงานด้านการจราจรเข้าด้วยกันเป็นเรื่องที่เราพูดกันมาหลายสิบปี แต่ไม่เคยเกิดขึ้น วันนี้เราจะเริ่มโดยการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เพื่อให้ผู้ว่าฯ กทม. บูรณาการใช้ให้เกิดความมั่นคงและความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน ซึ่งสิ่งนี้สามารถบังคับใช้ได้แม้กระทั่งคนต่างด้าว ธุรกิจต่างด้าว

นางมัลลิกา ยังกล่าวอีกถึงการจับหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) ที่มีกระแสว่าจงใจไปช้า เพื่อให้ได้เบอร์ 14 ว่า เมื่อวานตนถูกลากไปช่องต่าง ๆ เราไม่ได้โทษใคร แต่เราบริหารจัดการเวลาพลาดไป 30 วินาที ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ตัดคิวทันที ซึ่งไม่ใช่สิ่งร้ายแรง ไม่ได้กระทบกับใครยกเว้นตนที่ได้เบอร์ 14 ทำให้ทุกคนรู้ว่า ดร.มัลลิกาเบอร์ 14 จากข่าวที่ขยี้ และรู้ว่าตนมาสาย ขอยืนยันว่าไม่สาย แต่เพราะสื่อทุกช่องต้องการรู้ว่าตนที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในบรรดาผู้สมัครจะทำอะไร แม้จะรู้เวลาแต่อาจจะคำนวณพลาดในการวิ่งลงไปยังสถานที่รับสมัคร ทำให้ไม่ได้ปรากฏตัวในเวลาที่กำหนดแม้จะมีเจ้าหน้าที่ของตนไปรอ

“มันเป็นเรื่องใหญ่ของด็อกเตอร์มัลลิกา แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำให้ใครไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ทำให้ใครตาย ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกเสียหาย ฉันได้เบอร์ 14 ซึ่งกลไกก็รองรับตามระเบียบ อาจจะชูเบอร์ยาก แต่ทุกคนก็รู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในกระดาน” นางมัลลิกากล่าว

นางมัลลิกายังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัครบางคนระบุว่าผู้หญิงเป็นไม้ประดับว่า “เขาไม่ใช่คู่แข่งของเรา ซึ่งใครก็ตามแต่ที่เหยียดเพศ คน ๆ นั้นไม่สมควรมาเป็นคู่แข่ง ในการที่จะบริหารเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย” และย้ำด้วยว่าคนรู้จักตนมากกว่าผู้สมัครที่ออกมาพูด และหมดสมัยที่จะมาพูดเรื่องหญิงชาย แต่ต้องพูดเรื่องความหลากหลาย สติปัญญา รวมถึงยุทธศาสตร์ทั้ง 14 ยุทธศาสตร์ของตน หากตนเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะใช้ความเป็นผู้หญิงเชื่อมเมืองเชื่อมโลก

Related Posts

Send this to a friend