POLITICS

‘อภิสิทธิ์’ นำทัพ ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดตัวทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สก. 50 เขต

‘อภิสิทธิ์’ นำทัพ ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดตัวทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สก. 50 เขต ภายใต้สโลแกน “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” ชู 3 ส. “สะดวก สะอาด สบาย” บอกคุณสมบัติผู้สมัครครบ โปรไฟล์ตรงสาย ยอมรับโพลเป็นรอง แต่ชูจุดขาย “ทำงานเป็นทีม ซื่อสัตย์“ ย้อนผลงานเด่นในอดีต ขยายรถไฟฟ้าฝั่งธนฯ – สร้างหอศิลป์ มอง ‘ชัชชาติ’ ให้คะแนนตัวเอง 5 แต่ตนให้มากกว่า แม้ตั้งใจดี แต่ ปชป. พร้อมยกระดับเมืองหลวงให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่

วันนี้ (16 พ.ค. 69) เวลา 14.00 น. พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ นางทยา ทีปสุวรรณ นายวัลลภ สุวรรณดี อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต ภายใต้ชื่อ “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” พร้อมสโลแกน ”สะดวก สะอาด สบาย“

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานว่า ตนขอพูดถึงความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านที่ติดตามเรื่องของการเมือง พรรคประชาธิปัตย์กับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครเราได้มีโอกาสทำงานด้วยกันมาเป็นเวลานาน ตัวของตนเองนั้นได้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2535 และได้ผ่านการทำหน้าที่เป็นโฆษกพรรค รองหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้ง สส. สก. และผู้ว่าฯ มาหลายครั้ง สิ่งที่ตนอยากจะยืนยันด้วยความมั่นใจ พรรคประชาธิปัตย์มีบุคลากรจำนวนมาก ที่มีทั้งประสบการณ์และความผูกพันของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่า การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในทุกเวที ทุกพื้นที่ เราทำงานกันเป็นทีม เราทำงานด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน ใส่ใจในการติดตามการทำงานของบุคลากรของพรรคในทุกรูปแบบ ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น

จริงอยู่ที่ในระยะหลังพี่น้องให้โอกาสเราในการทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สส. หรือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องห่างเหินกัน และที่จริงการที่ผู้บริหารในอดีตมาในวันนี้ และมีบุคลากรที่ได้รับใช้ประชาชนมาอย่างยาวนานและเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์จากภาคราชการ และเอกชน อาสาตัวเข้ามาเป็นทีม จึงขอยืนยันในความแน่นแฟ้น และความพร้อมในการขับเคลื่อนงาน กทม.

หากจะพูดถึงโอกาสของเราในการทำงานในพื้นที่ กทม. หลายคนอาจจะลืม พรรคประชาธิปัตย์เคยทำงานมาอย่างต่อเนื่อง 4 สมัย ในระยะเวลานั้นหากใครจำได้เราคือคนที่ทำให้พี่น้องชาวฝั่งธนมีรถไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก แม้ขณะนั้นรัฐบาลกลางจะไม่ได้สนับสนุน แต่ผู้ว่าฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องทำให้พี่น้องชาวฝั่งธนมีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ ของประชาธิปัตย์คนถัดมาก็ได้ขยายรถไฟฟ้าอีก จากอ่อนนุชไปยังบางหว้า ในเส้นทางของฝั่งธน นี่คือตัวอย่างของการตั้งใจในการทำงาน ทั้ง ๆ ที่หลายคนบอกว่าอำนาจการตัดสินใจของ กทม. มีอย่างจำกัด ยังมีหอศิลป์ กทม. ที่ผู้ว่าฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้ให้มีพื้นที่ของศิลปะ ไม่ได้เป็นห้างสรรพสินค้า นี่คือวิสัยทัศน์ และแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตที่ผ่านมา ยังมีอุโมงค์ยักษ์ ที่เอาไว้ระบายน้ำ ซึ่งตนยืนยันเดินหน้าที่จะอาสาเข้ามาทำงานให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

“ใช่ครับ ถ้าถามผมวันนี้ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง เขาก็บอกว่า ประชาธิปัตย์เป็นรอง และการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ดูจะยืนยันถึงขั้นมีผลสำรวจว่าเที่ยวนี้ไม่ตื่นเต้น ถามว่าเรามองกรุงเทพฯ ปัจจุบันอย่างไร ท่านผู้ว่าฯ ปัจจุบันท่านให้คะแนนตัวเอง 5 เต็ม 10 ผมให้ท่านมากกว่า 5 ผมคิดว่าท่านเป็นผู้ว่าฯ ที่ตั้งใจทำงาน และทำให้ประชาชนมีความรู้สึกอุ่นใจว่า มีคนที่ใส่ใจทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แต่ผมก็ยืนยันว่า สำหรับประชาธิปัตย์ ถ้าเราได้รับโอกาสเข้าไป คนที่จะมาใส่ใจกับปัญหาของพี่น้องประชาชนจะไม่มีแค่ผู้สมัครผู้ว่าฯ แต่เกือบทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะต้องทำหน้าที่นี้ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทีมของคนที่เป็นผู้ว่าฯ ในนามของพรรคประชาธิปัตย์“

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยกำลังและระบบตรงนี้ สิ่งที่ตนคาดหวังจากผู้ว่าฯ คือท่านจะได้ไปดูงานใหญ่ ที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังเดินหน้าโครงการที่จะผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหรือเป็นฮับของผู้พัฒนา AI โดยเราต้องให้ความหวังว่า เราจะตั้งพื้นที่ในกรุงเทพฯ ในการทำเรื่องนี้ ตนจึงบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ และเรามีความตั้งใจที่จะทำตรงนี้ แต่คนที่จะทำได้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ มีความสามารถ สุจริต หรือมีประสบการณ์ และต้องเป็นคนที่ทำงานให้กับทุกฝ่าย เพราะเราทราบดีว่าปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้จำกัดอยู่กับสิ่งที่เป็นอำนาจของ กทม.

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งความรู้ ความสามารถ การศึกษาจบมาจากด้านโลจิสติกส์ ด้านพลังงาน ประสบการณ์ในการบริหารก็มี เพราะในวันที่บุคคลนี้อยู่ในภาคเอกชนธุรกิจที่ครอบครัวดูแลอยู่ เจอกับวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นหนี้หลายพันล้านบาท บุคคลนี้เป็นบุคคลหนึ่งที่ทางครอบครัวมอบหมายให้เข้ามาแก้ไขปัญหาในขณะนั้น และไม่เพียงพยายามทำให้บริษัทหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ แต่เป็นวิธีคิดในการทำธุรกิจแปลงบริษัทที่เดิมนำเข้าเครื่องจักรมาขาย เป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร และไม่ได้จำกัดแค่ประเทศไทยแต่ไปต่างประเทศ จนกระทั่งบริษัทไม่เพียงแต่ฟื้นแต่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พิสูจน์ทักษะและประสบการณ์ทางด้านบริหาร

จากนั้น ก็ตัดสินใจเข้ามาสู่การเมืองไม่ได้ลอยมาเป็นผู้บริหาร แต่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง กทม. ซึ่งลงสมัครถึงสามครั้งได้รับเลือกตั้งเป็น สส. สองสมัย เป็นพื้นที่ที่เป็นผู้แทนมีตั้งแต่ความเจริญที่สุดจนถึงปัญหาชุมชนแออัดที่สาหัสมากที่สุดก็ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนราษฎรมาแล้ว จึงไม่มีเพียงแต่ประสบการณ์ด้านการบริหารของภาคเอกชนแต่มีประสบการณ์โดยตรงในการทำงานกับประชาชนในพื้นที่ของ กทม. ได้รับการยอมรับการเป็นนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์คือเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต และที่สำคัญอยู่ในช่วงที่การเมืองมีความขัดแย้งสูงมากก็เป็นบุคคลหนึ่งที่สามารถทำงานประสานงานได้กับทุกฝ่าย แม้การเมืองจะแบ่งขั้วอย่างรุนแรง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คุณสมบัติเหล่านี้ตนขอยืนยันเลยว่า ความรู้ความสามารถการบริหารความซื่อสัตย์ประสบการณ์การเป็นผู้ประสานงานมีอยู่ในตัวบุคคลนี้อย่างแน่นอน และแม้จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีช่วงหนึ่งอาจจะหายไป ซึ่งตนก็เคยหายไป แต่วันนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่อย่างไร เพราะถ้าเขาไม่ตัดสินใจวันนี้ ตนคิดว่าโอกาสที่เขาจะได้เป็น สส. ในสภาชุดนี้หรือได้ตำแหน่งในฝ่ายบริหารในรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่น่าจะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างแน่นอน แต่สองอย่างคือ ความมุ่งมั่นว่าจะกลับมาช่วยประชาธิปัตย์ในยามที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง ถือว่าใจเกินร้อย และสองคือตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะมาทุ่มเทให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่

Related Posts

Send this to a friend