‘โจ ชัยวัฒน์’ ยื่นลาออก สส.ปชน. ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. เต็มตัว เปิดทาง ‘กรุณพล’ เลื่อนเข้าสภาฯ แทน
‘โจ ชัยวัฒน์’ ยื่นลาออก สส. ปชน. ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. เต็มตัว เปิดทาง ‘กรุณพล’ เลื่อนเข้าสภาฯ แทน เผยตรง ๆ หาก ‘วิโรจน์’ ไม่ติดคดี 44 สส. คนที่ยืนตรงนี้อาจไม่ใช่ตน ยอมรับสู้ ‘ชัชชาติ’ ไม่ง่าย แต่ลงสนามครั้งนี้หวังชนะ ไม่อยากทำให้คนกรุงเทพฯ ที่เคยมอบความไว้วางใจผ่าน 33 เขตต้องผิดหวัง ด้าน ‘กรุณพล’ ตั้งเป้าดันทีม ‘ผู้ว่าฯ-สก.-สส.’ ขับเคลื่อน กทม. ทั้งระบบ
วันนี้ (6 พ.ค. 69) เวลา 13.30 น. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือลาออก สส. ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัยวัฒน์ระบุว่า วันนี้มาดำเนินการยื่นเอกสารลาออก สส. ตามกระบวนการ ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น เป็นความรู้สึกสองอย่าง ก็มีความรู้สึกเสียดายเพราะเป็น สส. แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กำลังเปิดสำหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง กทม. ในครั้งนี้
นายชัยวัฒน์กล่าวยอมรับว่า การที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม. ก็ไม่ได้ง่าย มีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายทางพรรคได้ตัดสินใจส่งตนเองลงมา เพราะเราให้ความสำคัญกับสนาม กทม. จริง ๆ ไม่เช่นนั้นตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน อย่างไรก็ดี ยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานอันใหม่
สำหรับการที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะต้องเลื่อนขึ้นมาเป็น สส. บัญชีรายชื่อแทนตนเองนั้น คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมาก ๆ ที่สภาจะมีนายกรุณพลเข้ามา เรามีการพูดคุยประสานงานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ตนเองจะออกจากสภาไปแล้ว แต่การทำงานจะดำเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ เพราะเราทำงานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน
จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา หากพูดตรง ๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส. คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่เมื่อมีคดีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลงจึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงการเลือกตั้ง กทม. นี้ ตนเองจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้นจึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้
นายชัยวัฒน์กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติว่า การแข่งขันในสนามนี้มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติของคนกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนเองลง เรามีเจตจำนงทำให้ กทม. เป็นมากกว่า กทม. เพื่อนำเสนอวาระทางเลือก ในการเลือกตั้งทุกครั้งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนำเสนอว่า กทม. จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้กับคนกรุงเทพฯ จะมอบความคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง
ส่วนมองว่าตัวเลข สส. จะส่งผลต่อสนาม สก. ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส. ของพรรคประชาชนมาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว พรรคประชาชนจึงตระหนักในเรื่องนี้ดีว่าเราได้รับภารกิจใหญ่หลวงจากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนเข้ามาทำให้คนกรุงเทพฯ เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า พรรคได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเป็นแคนดิเดต ไม่ใช่แค่คนในอย่างเดียว แต่ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย การคัดเลือกของพรรคมีเรื่องทั้งนโยบายส่วนตัว นโยบายหลัก และการทำงานร่วมกันกับ สก. เดิมและใหม่ รวมถึง สส. กทม. และปริมณฑล เพราะ กทม. ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปกครองพิเศษที่เราจะทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรอยต่อที่ต้องประสานความร่วมมือในพื้นที่ใกล้เคียงอื่น ๆ ที่ต้องทำงานร่วมกันด้วย ดังนั้นเราจึงเล็งเห็นว่าการที่มีผู้เสนอตัวหลายท่านที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และพูดคุยกัน จึงตกตะกอนกันเช่นนี้
กรณีของนายวิโรจน์นั้น หากมีคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลว่าถ้าเราได้มีโอกาสดูแล กทม. แล้วถึงเวลานั้นมีคำพิพากษาออกมา อาจทำให้เสียโอกาส หรือเกิดปัญหาใด ๆ ในอนาคตได้ จึงปิดโอกาสในการที่ต้องแก้ปัญหานี้ และเอาคนที่พรรคคิดว่าน่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ คนใหม่
เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จะทำได้ดีมาก ๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม. ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง ซึ่งนายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. และทีมทำงานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส. ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร สก. ครั้งที่แล้วเราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้เราคาดหวังว่าน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ
นายกรุณพลยังมองว่า การที่มี สก. แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม. หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม. แต่ไม่มี สก. นั้นเราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมาเกิดข้อขัดแย้งจริง ๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม. ให้เป็นของทุกคนได้ ดังนั้นครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม. และ สก. เกินครึ่งของสภา กทม. จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส. อีก 33 คนของเรา และ สส. ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ที่เป็นอุปสรรคของ กทม. ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม. เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ
นายกรุณพลยังเชื่อว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมจะเข้ามาทำงานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น อย่างการที่ทุกคนเห็นพรรคประชาชนทำงานท้องถิ่น จ. ลำพูน แต่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอ เพราะเรามีผู้แทน 2 คน นายก อบจ. 1 คนเท่านั้น ครั้งนี้ใน กทม. เรามีทีมพรรคประชาชนทั้งพรรคเข้ามาขับเคลื่อน กทม. เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ถ้า กทม. พัฒนาได้ด้วยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้มากขนาดไหน













