‘พรรคประชาชน’ จี้รัฐบาลเปิดข้อมูลปุ๋ยทั่วประเทศรับมือวิกฤต
ซัดมาตรการเฉพาะหน้าน้อยไป ไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง-ประมง จี้ออก พ.ร.บ.โอนงบเพื่อความโปร่งใส
วันนี้ (11 เม.ย. 69) ที่อาคารอนาคตใหม่ แกนนำพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ร่วมแถลงข้อเสนอต่อมาตรการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ
นายวีระยุทธ ระบุว่ามติ ครม. ที่อนุมัติงบประมาณ 7,700 ล้านบาท เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงเพียง 3,000 ล้านบาท ส่วนอีก 4,700 ล้านบาทเป็นการนำไปจัดการงบประมาณที่ไม่ได้ตั้งเผื่อไว้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งการเยียวยายังไม่ครอบคลุมหลายกลุ่ม เช่น ชาวประมงที่เริ่มเกิดปัญหาอาหารทะเลขาดแคลน และกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเม็ดพลาสติกที่กระทบเป็นลูกโซ่ถึงบรรจุภัณฑ์ สี และการก่อสร้าง
นายวีระยุทธ ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการที่ให้รายละเอียดมากที่สุดกลับเป็นการช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ เช่น การแก้สัญญา ปรับวงเงินค่าน้ำมันดีเซล หรือยกเลิกสัญญาและขอคืนเงินประกันได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นอย่างละเอียดในระดับเดียวกัน
ด้านนายเดชรัต ระบุถึงต้นทุนภาคเกษตรว่าปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นร้อยละ 40-50 ของต้นทุนการผลิต ซึ่งมาตรการรัฐช่วยได้เพียงบางส่วน สำหรับโครงการปุ๋ยธงเขียวที่ขยายวงเงินช่วยเหลือเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (จำกัด 5+1 กระสอบ) ถือว่าปริมาณไม่มาก และเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้เพียงร้อยละ 1 ของความต้องการใช้ปุ๋ย แม้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี จะระบุว่าขยายตัวเลขโครงการ แต่ยังไม่มีความชัดเจน จึงเสนอให้ขยายการช่วยเหลือให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกราย
นายเดชรัต ชี้ว่าไม่มีมาตรการเกี่ยวกับน้ำมันในภาคประมงและเกษตร มีเพียงภาคขนส่งเท่านั้น จึงอยากเห็นความชัดเจนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรในช่วงเตรียมดินสำหรับนาปีและฤดูเก็บเกี่ยว พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลปริมาณปุ๋ยในประเทศ ทั้งในขั้นตอนนำเข้าและที่มีอยู่ในคลัง เพื่อป้องกันการกักตุน รวมถึงประกาศราคาควบคุมให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนช่วยตรวจสอบ
นายเดชรัต กล่าวเสริมถึงการเพิ่มเงิน 100 บาทในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า คนยากจนร้อยละ 40-50 ของประเทศยังไม่ได้รับบัตรดังกล่าว รัฐบาลจึงควรมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางนี้เพิ่มเติม เช่น วงเงินฉุกเฉินสำหรับการศึกษาหรือเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับครัวเรือน
ขณะที่นางสาวศิริกัญญา ระบุว่าแหล่งเงินและวงเงินส่วนใหญ่ในมาตรการรอบนี้ ไม่ใช่การเยียวยาประชาชน แต่เป็นการแก้ปัญหาการตั้งงบกองทุนประชารัฐปี 2569 ไม่เพียงพอ โดยตั้งไว้เพียง 30,000 ล้านบาทจากที่ควรเป็น 50,000 ล้านบาท ทำให้ต้องนำงบกลาง 4,700 ล้านบาทมาเติม ซึ่งสะท้อนปัญหาการคลังของรัฐบาลที่จ่ายงบประจำยังไม่เพียงพอ ทำให้มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางถูกจำกัดและไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อน
นางสาวศิริกัญญา ระบุถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแหล่งงบประมาณปี 2570 แต่ยังไม่มีแผนสำหรับปี 2569 ที่เหลือว่า จากการอภิปรายได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะไม่ออก พ.ร.ก. แต่จะใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณแทน จึงคาดหวังให้ ครม. ออกหลักเกณฑ์ชัดเจนว่างบใดจะถูกตัดหรือได้ไปต่อ หลังกรมบัญชีกลางเร่งรัดให้เบิกจ่ายภายในวันที่ 30 เมษายน
นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่ารัฐบาลต้องมองหาแหล่งงบประมาณอื่นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นประชาชนจะต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยาที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนต่อไป












