‘อภิสิทธิ์’ ซัด ‘ภูมิใจไทย’ ไร้หัวใจไม่นึกถึงประชาชน ลั่นให้อภัยไม่ได้หากแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว
วันนี้ (9 เม.ย. 69) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปกติแล้วเรามี 3 เรื่องใหญ่ที่คาดหวังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล คือ
1.ความคาดหวังของประชาชนที่สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายว่า นโยบายที่หาเสียงจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรีหรือไม่
2.เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีในการสร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางของประเทศ
3.เป็นเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาต้องใช้อ้างอิงในการตรวจสอบรัฐบาลต่อไป
การสร้างความหวังไม่ได้เกิดขึ้น บางนโยบายในการหาเสียงหายไปหรือไม่ สามารถผูกมัดตนเองได้เท่ากับในการหาเสียง และมีการพูดถึงนโยบายที่ไม่ปรากฏในคำแถลง เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ไม่ยอมส่ง กกต. แต่ใช้หาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงกับสภาฯ แต่ไปพูดที่กระทรวง เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อระบบนิเวศ บางกลุ่มที่ไม่รู้จะถูกลืมหรือเปล่า เช่น อสม. ขณะที่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เขียนถึงเพียงสั้น ๆ ทั้งที่ความจริงสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่สมาชิกของเราในห้องนี้เพิ่งถูกลอบยิง และมีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่
“นโยบายที่ท่านเขียน ผมใช้คำว่า เขียนอีก ก็ถูกอีก เพราะเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้ง แต่ไม่มีเรื่องรูปธรรม ไม่มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดที่เราจะใช้ในการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่เขียนไว้ในนโยบายได้ เพราะดูจากวิธีบริหารของ ครม. ที่ผ่านมา และยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ และอีกเหตุผลคือเป็นนโยบายที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นปัจจัยให้นโยบายสำเร็จ
นโยบายบางอย่างที่รัฐบาลกล้าเขียน อย่างการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น หรือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการใช้ของประเทศ ไม่มีใครในประเทศจะบอกว่ารัฐบาลสร้างปัญหานี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่เขาตำหนิเกิดจากการบริหารราชการที่ผิดพลาด การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระ และความไม่ชอบมาพากล การแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ
นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างกองทุนน้ำมันเพื่อใช้ซื้อเวลาเผื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนอื่นจะได้ไม่เพิ่มขึ้น และซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยผู้ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชน โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ราคาทุกอย่างสูงขึ้นไปแล้ว ไม่ทราบว่าสายไปหรือเปล่าที่จะแก้ปัญหา ท่านพูดได้อย่างไรว่า ประสบความสำเร็จในการบริหารความขาดแคลน นอกเหนือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้แล้ว ขอใช้คำว่าหัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่าฝ่ายค้านว่า พูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย ตนเองจะเชยต่อไป เชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชย เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋หรูหราอีกต่อไปแล้ว
นอกจากจะไม่ให้รัฐบาลและภาคธุรกิจรับภาระเท่าที่ควร ยังต้องไปไล่ตามจับไอ้โม่ง คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่สวยหรู ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่าวันที่ท่านพูดว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ เช่นเดียวกับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ เมื่อตนเองยื่นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการตามหลังต่างประเทศเสมอ คนอดสงสัยไม่ได้ว่ามีบุคคลในแวดวงอำนาจของรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้ ซึ่งต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นผู้ดำเนินการสอบเรื่อง MOU และสแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้เกี่ยวข้องมีภาพความสัมพันธ์กับนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังนั่งอยู่ด้านบนได้ จะให้เชื่อได้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธาน ศบก. แม้ท่านไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้งก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ ส่วนนโยบายด้านการเกษตร สิ่งที่หล่นหายไปคือการสร้างหลักประกันให้ผู้ที่จะต้องสูญเสียจากความเปลี่ยนแปลง และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดและวิกฤตที่จะเกิดขึ้น ตนเองไม่ก้าวล่วงว่าพรรคไหนจิตวิญญาณหายหรือไม่หาย แต่นโยบายหายจริง ๆ ประกันรายได้หรือประกันกำไรเกษตรกรตามนโยบายของพรรคท่าน หายไปไหน ค่าแรงขั้นต่ำเองก็ไม่มีในกระทรวงแรงงาน คำว่าสวัสดิการหายากมากในนโยบายนี้ การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวังและทิศทางให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณของท่านนายกฯ เวลาท่านไปทำคอนเทนต์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้าง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องที่ตนเองไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือสิ่งที่เขียนไว้ในหน้าแรกคือ ไม่มั่นใจว่าการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ตนเองจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ทั้ง ตึก สตง., พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วย ตนเองจะจับตาดูว่าทำจริงหรือไม่
“ผมยังแปลกใจว่า ก่อนหน้าจะได้รายชื่อ ครม. ชุดปัจจุบัน มีการพูดถึงบุคคลท่านหนึ่งทำนองว่า เขาไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือถูกกล่าวหาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ก่อนหน้าการแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการถวายสัตย์ปฏิญาณ วันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์จะต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาธิปไตยต้องงอกงามไพบูลย์อยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น
รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหาร ต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว












