ENERGY

นักวิจัย มจธ. ชี้วิกฤตพลังงานปี 69 เป็นโอกาสปรับโครงสร้างประเทศ แนะเร่งลดพึ่งพานำเข้า

ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของคนไทย รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบพลังงานไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และขาดความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตพลังงานได้อย่างมั่นคง

ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจัง โดยไทยมีจุดแข็งด้านการเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งสามารถนำชีวมวลมาพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานทดแทนได้ หากมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สำหรับแนวทางการรับมือ ศ. ดร.นวดล ประเมินว่าการใช้ถ่านหินเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าควรเป็นเพียงทางออกชั่วคราว เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและกฎเกณฑ์คาร์บอนโลก โดยทางออกที่เหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่านคือการใช้ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ควบคู่กับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อค่อยๆ ลดการพึ่งพา LNG ลงในอนาคต ผ่านการผสมผสานพลังงานหลากหลายรูปแบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในส่วนของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ควรผลักดันระบบโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) อย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการขนส่งในเขตเมือง การพัฒนาระบบราง การใช้ไบโอดีเซลสำหรับการขนส่งระยะไกล รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ โดยเน้นย้ำว่าทางเลือกอย่างไบโอดีเซลจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เติบโตเป็นฐานพลังงานหลัก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data มาบริหารจัดการพลังงาน จะเป็นอีกทางเลือกสำคัญในอนาคต โดยประเทศไทยควรเลือกประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่น พึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศ และพร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้อย่างยั่งยืน

Related Posts

Send this to a friend