BANGKOK

กทม. อัปเกรด BMA Command Center ดูแลความปลอดภัยคนกรุงฯ 24 ชม.

กทม. อัปเกรด BMA Command Center ดูแลความปลอดภัยคนกรุงฯ 24 ชั่วโมง ถอดบทเรียนครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว มั่นใจวันนี้พร้อมกว่าวันนั้น

วันนี้ (26 มี.ค. 69) รศ. ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศูนย์ BMA Command Center เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมือง ในโอกาสครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหว

BMA Command Center คือศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบ ผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล และกลุ่มเปราะบาง เพื่อการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ แจ้งเตือนประชาชนได้แม่นยำและทันท่วงที

รศ. ทวิดา ระบุว่า BMA Command Center มีมาสักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ เป็นความพยายามของกรุงเทพมหานครที่จะบริหารจัดการความปลอดภัยให้ดีขึ้น จากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของอาคาร แต่จากเหตุแผ่นดินไหวมีเพียงอาคารเดียวเท่านั้นที่ถล่ม ส่วนอีก 2 อาคารไม่แข็งแรงตามหลักวิศวกรรม กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งเฉย กรุงเทพมหานครได้ทบทวนมาตรการความปลอดภัย ตรวจสอบอาคาร พร้อมทั้งให้มีวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง เพื่อเป็นไปอย่างรอบคอบระมัดระวัง

“วันนี้เราพร้อมกว่าวันนั้น เพราะพร้อม 100% ไม่มีอยู่จริง เราพยายามจะลิงก์ความแม่นยำและความรวดเร็วมาให้ได้มากที่สุด”

รศ. ทวิดา ระบุว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง กรุงเทพมหานครยกระดับขีดความสามารถของทีม USAR (Urban Search and Rescue) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium Team ตามหลักเกณฑ์สากล ควบคู่กับการพัฒนา “Motorlance” หรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว ให้เป็นกำลังพลแบบ Hybrid ที่มีความคล่องตัวสูง เข้าถึงพื้นที่คับแคบหรือจุดจราจรติดขัดได้อย่างทันท่วงที

เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีสู่การบริหารจัดการอัจฉริยะ โดยเร่งขยายเครือข่ายความปลอดภัยของเมือง ตั้งเป้าก่อสร้างสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเพิ่ม 5 แห่ง ภายในปี 68-70 จากเดิม 43 แห่ง เพื่อกระจายกำลังให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง มีการนำเทคโนโลยี Side Sensor มาใช้ตรวจวัดความเอียงของอาคารหลังเกิดภัย เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนเข้าปฏิบัติงาน และยกระดับ “BKK Risk Map” สู่ฐานข้อมูลกลางที่บูรณาการข้อมูลจากทั้ง 50 เขต โดยระบุตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที

ด้านการจัดการน้ำ ได้พัฒนาระบบ “Digital & Smart Drainage” ควบคู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System) ผ่านเรดาร์ตรวจอากาศ เซนเซอร์ และเครื่องวัดปริมาณฝน เชื่อมโยงกับระบบ SCADA ที่สามารถควบคุมประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากศูนย์กลางแบบเรียลไทม์

ส่วนด้านการจราจร ได้พัฒนาระบบ ITS (Intelligent Transport Systems) เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ สัญญาณไฟอัตโนมัติ (Adaptive Control) ระบบ CCTV พร้อม AI Analytics และระบบแผนที่ดิจิทัลที่แสดงตำแหน่งหน่วยฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพ

กรุงเทพมหานครยังเดินหน้ายกระดับการทำงานแบบบูรณาการข้อมูล (Data Sharing) ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเชื่อมโยงกล้อง CCTV กว่า 65,000 ตัวทั่วกรุงเทพมหานครเข้ากับระบบ AI นำร่องโครงการ Sandbox ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแบบเรียลไทม์

ส่วนอาสาสมัคร ตั้งเป้าภายในปี 2569 ให้ทุกหน่วยผ่านการจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อย่างครบถ้วน เพื่อให้การสั่งการในสถานการณ์จริงเป็นไปอย่างเหมาะสม ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแบบเสมือนจริงอย่างต่อเนื่อง

Related Posts

Send this to a friend