‘สีหศักดิ์’ ชูไทยมีบทบาทนำปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ บนเวทีโลก
‘สีหศักดิ์’ ชูไทยมีบทบาทนำปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ บนเวทีโลก จี้สร้างเอกภาพสู้ขบวนการฉ้อโกงไซเบอร์ข้ามชาติ
ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง หลังสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เห็นบทบาทนำของไทย พร้อมย้ำว่า การหลอกลวงทางออนไลน์เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง และจำเป็นต้องสร้างเอกภาพในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์
นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งจัดโดย UNODC และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานอัยการ
ทั้งนี้ ไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุม พร้อมกล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมเต็มคณะ และกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมวาระพิเศษระดับสูงว่าด้วยพันธกรณีและคำมั่นสัญญาระดับชาติในการต่อสู้กับการฉ้อโกง เนื่องจาก UNODC เห็นบทบาทนำของไทย ภายหลังไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่กรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ตอกย้ำในที่ประชุมว่า ปัญหาการฉ้อโกงทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากการหลอกลวงทางออนไลน์ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายจากการถูกฉ้อโกงมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นระบบทาสยุคใหม่
ต้องยอมรับว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แนวหน้าของปัญหานี้ และประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการดังกล่าวที่ดำเนินการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้ต้องการกล่าวถึงประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งชี้ว่า ประเทศไทยยังเป็นที่พักพิงหลังให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากศูนย์หลอกลวง และส่งกลับประเทศไปแล้วกว่า 13,200 คน จาก 40 ประเทศ
“ที่ลำบากที่สุดคือ ปัญหานี้อยู่ในโลกดิจิทัลที่แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ซึ่งโลกไซเบอร์ยังไม่มีระบบธรรมาภิบาล ไม่มีกติกากฎหมายที่รัดกุมและเข้มแข็งเพียงพอ จึงเป็นปัญหาที่ท้าทายหลายประเทศ และไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะแก้ไขได้โดยลำพัง” นายสีหศักดิ์ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัญหาของการหลอกลวงออนไลน์คือการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหลายประเทศที่ยังมีช่องโหว่ โดยไทยไม่ได้ต้องการสร้างกลไกใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีกรอบความร่วมมืออยู่แล้ว ทั้ง UNODC, INTERPOL และอาเซียน แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้กรอบความร่วมมือเหล่านี้มีเอกภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน การทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนก็ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
เมื่อถูกถามว่า ไทยได้ย้ำบทบาทนำบนเวทีนี้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากไม่เร่งจัดการ ปัญหานี้จะยิ่งกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของหลายประเทศ เพราะเป็นปัญหาที่มีหลายมิติ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการฉ้อโกงหรือการฟอกเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และทุกหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี
ส่วนช่องว่างระหว่างประเทศนั้น เขาระบุว่า คดีลักษณะนี้เป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่กฎหมายของแต่ละประเทศแตกต่างกัน แม้หลายหน่วยงานและองค์การระหว่างประเทศพยายามดำเนินการอยู่แล้ว แต่หากต่างฝ่ายต่างทำก็จะไม่เกิดผลอย่างแท้จริง ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการตอกย้ำในการประชุมครั้งนี้ คือการทำอย่างไรให้เกิดเอกภาพระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการร่วมกันรับมือปัญหาดังกล่าว












