‘กรณ์’ จี้ ก.ล.ต.-ปปง.อธิบายปมปล่อยกองทุน CAI เอี่ยวสแกมเมอร์ขายหุ้นหนี
บอกเคยเตือนแล้วจนสิงคโปร์จัดการเอง ถามคดีไม่คืบเกรงใจใครหรือไม่ หลังเกี่ยวโยงบุคคลสำคัญในวงการเมืองหลายคน โดยเฉพาะพรรคที่กำลังจะร่วมรัฐบาล บอกขอรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผิดอาญาหรือไม่ก่อนตัดสินใจดำเนินการต่อ
วันนี้ (11 มี.ค.69) นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองหัวหน้าพรรค แถลงข่าวจากกรณีที่มีการดำเนินคดีกับบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments (CAI) และผู้บริหารของกองทุนโดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ และพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2568 โดยระบุว่ามีธุรกรรมที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการฟอกเงิน เช่น เบน สมิธ, แคทรียา บีเวอร์, สุภารัตน์, ยิมเลียก และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) และ Capital Asia Investment (CAI) และเตือนว่าหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการก่อนที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจะถูกขายหรือโอนถ่ายออกไปก่อนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ ในหนังสือหลักฐานดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงต่อทั้ง ก.ล.ต.และ ปปง.อย่างเจาะจงว่า นอกจากกองทุน CAI จะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หลักฐานธุรกรรมควรสงสัยตามเกณฑ์ ปปง.ทุกรายการ ซึ่งเพียงพอแล้วที่หน่วยงานรัฐควรเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ
แต่ยังปรากฏพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจนคือหุ้นของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงหุ้นอื่น ๆ เช่น FSX ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม และถึงขณะนี้ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรมจากทั้ง ก.ล.ต.และ ปปง.จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินคดีกับกองทุน CAI แล้ว
พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าการยักย้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของประเทศไทยกลับยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง จากรายงานพบว่าคนไทยสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่มสแกมเมอร์มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก
สำหรับ BCPG พบว่ากองทุน CAI ถือหุ้นอยู่ประมาณ 168.4 ล้านหุ้น หรือประมาณ 5.62% และยังปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี พ.ศ.2568 และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5% แต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 21.237 ล้านหุ้น หรือประมาณ 0.71% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งหุ้นดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์สินที่ควรได้รับการอายัดไว้เพื่อการตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
นอกจากหุ้น BCPG แล้วพรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การถือครองผ่านแคทรียา บีเวอร์ ภรรยานายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ ซึ่ง ก.ล.ต.ควรขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมที่ผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรมีการระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
ดังนั้นขอตั้งคำถามไปยัง ก.ล.ต.และ ปปง.โดยตรงว่า เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและนำไปสู่การดำเนินคดีของหน่วยงานสิงคโปร์ จึงไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ จากหน่วยงานของรัฐ จะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ถูกยึดเหล่านี้มาชดเชยให้กับผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง และมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ส่วนจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายกรณ์กล่าวว่า รอดูว่าเขาจะตอบเราอย่างไร ให้โอกาสอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะอะไรถึงมีการปล่อยปละละเลยจริง ๆ และทำให้ความเสียหายเกิดขึ้น หากถามตนเองทางการจะอธิบายบอกว่าเราไม่เคยมีเหตุที่ทำให้เรารู้ว่า CAI มีความผิดหรือเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินอย่างไร ซึ่งคำตอบฟังไม่ขึ้น และการตัดสินใจยึดอายัดหุ้นบางจาก เพราะได้ประเมินแล้วว่ามีความเกี่ยวโยงนำไปสู่การถือครองที่ถือว่าเป็นเจ้าของตัวจริงคือกองทุน CAI โดยรู้อยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ นั่นคือสาเหตุที่ไปยึดหุ้นบางจากมา ดังนั้นจะบอกว่าไม่รู้จักบริษัท CAI เป็นไปไม่ได้
อีกทั้งเราได้นำหลักฐานที่ขึ้นในระบบตลาดหลักทรัพย์และเป็นข้อมูลสาธารณะว่าบริษัท CAI ถือหุ้นอะไรบ้างในตลาดหลักทรัพย์ โดยเราได้ยื่น ก.ล.ต.ไปแล้วหลายรอบ นอกจากนี้ยังยึดทรัพย์ทางอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เรือยอร์ช จึงถามว่าแล้วหุ้นอื่น ๆ ที่ปรากฏในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นชื่อของเขา ทำไมไม่ยึดด้วย และเคยเตือนแล้วว่ารอนานไปเสียหายเพราะเขาจะขายหุ้นหนี และเราก็รอดูสถานะการถือหุ้นว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ และเพิ่งปิดบุ๊กไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากคือเห็นหุ้นที่ CAI เคยถืออยู่ถูกเทขายเกือบหมดแล้ว
ส่วนได้วางเส้นตายในการรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า เวลาที่ผ่านไปยิ่งนานแค่ไหนก็ยิ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการยักย้ายถ่ายเทเพิ่มเติม เพราะยังมีหลักทรัพย์อีกหลายตัวที่คนกลุ่มนี้ยังถือครองอยู่ เพราะฉะนั้นอยากให้ทางการรีบพิจารณาคำตอบที่ฟังขึ้น คงไม่ถึงขั้นต้องกำหนดว่าภายในกี่วัน แต่ถ้ายิ่งช้าจะยิ่งเป็นปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต หากเรื่องนี้มีการท้าทายในแง่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมาย
ส่วนการตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรณ์ยืนยันว่า เราทำเรื่องนี้ก่อนที่เราจะเป็นฝ่ายค้าน และวันนี้ยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เราทำในฐานะนักการเมืองพรรคการเมืองที่มองว่าเรื่องการต่อสู้กับทุนเทาและกระบวนการการฟอกเงินควรเป็นหน้าที่ของทางฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ควรเป็นหน้าที่ของทุกคน และถือว่าในสถานะไหนก็แล้วแต่นี่คือหน้าที่สำคัญที่เราควรจะต้องทำ
เมื่อถามถึงการปล่อยปละละเลยกรณีการขายหุ้นเกิน 5% จะสามารถเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต.และ ปปง.ที่ไม่ได้ยึดอายัดทรัพย์ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า เพื่อความยุติธรรมนั่นคือสาเหตุที่เราได้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงานและรัฐบาลว่ามีเหตุผลหรือปัญหาอะไรที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ต้องรอคำตอบว่ามีปัญหาอะไร เราแค่มองว่าจริง ๆ มันชัดเจนแต่แรกและความเสี่ยงก็ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น และก็เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นเรามองข้ามประเด็นไหนไป ถึงไม่ได้เห็นว่ามีปัญหาอะไรที่ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบไม่สามารถปกป้องประโยชน์ของประเทศได้ และหากมองตามตรรกะเราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมไม่ได้ดำเนินการ หุ้นบางจากก็ยึดไปแล้วแต่ทำไมหุ้นอื่นถึงไม่ยึด
เมื่อถามย้ำว่าถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ที่ไม่มีการขยายผลเพิ่มเติม นายกรณ์กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจว่ามีใครเกรงใจหรือกลัวใครหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องบ้างที่ทำให้เรื่องนี้เดินหน้ายาก พรรคประชาธิปัตย์เรายึดตามหลักฐาน ไม่ยึดตามข่าวลือ ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสนใจเลยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธเคยมีภาพถ่ายกับใครบ้าง กินข้าวกับใครบ้าง หากดูตามหลักฐานที่ปรากฏเราจะเห็นว่ากองทุน CAI เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงเคยบอกว่าการที่บริษัทที่เคยถือหุ้นใหญ่เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holdings ก็ซื้อด้วยเงินที่กู้มาจากกองทุน CAI ส่วนจะจริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องที่ควรมีการตรวจสอบ หรือแม้แต่กรณีการลงนาม MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ขณะนี้ทางดีเอสไอมีข้อกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการอยู่ คู่สัญญาก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI เช่นกัน และในวันที่มีการลงนามนายเบน สมิธก็มาถ่ายภาพด้วยเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนาม และบริษัทบีซีพีจีก็เห็นว่ากองทุน CAI ได้เข้าไปถือหุ้น หากย้อนกลับไปดูและตั้งคำถามว่า CAI ถือหุ้นบริษัทลูกของพลังงานที่มีความสำคัญระดับหนึ่งของประเทศได้อย่างไร ไม่ได้ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แต่เป็นการซื้อหุ้นประเภทการขายแบบเจาะจง มีมติจากคณะกรรมการขายให้โดยตรง ควรมีคำถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้นเพิ่มทุนให้กองทุนนี้ และต้องไปถามคณะกรรมการของบริษัทบีซีพีจี หากตรวจเช็กดูคณะกรรมการของบีซีพีจีในขณะนั้นมีใครบ้างก็จะเห็นเองว่ามีบุคคลที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองในระดับสูงสุด หรือเกือบจะสูงสุดว่าเป็นใครบ้าง ความเกี่ยวโยงกับบุคคลทางการเมืองที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เราอดที่จะมีคำถามในใจไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเลยในเรื่องการจำกัดเครือข่ายการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ และยังไม่รวมข้อเท็จจริงว่าคู่ลงนามในสัญญาบริษัทในเครือ CAI ที่กระทรวงดีอีลงนาม ปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งใน ก.ล.ต.อยู่ จึงทำให้สังคมท้อใจ
“พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อในเรื่องนี้ และรอคำตอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างไรก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องคนไทยเรื่องการต่อสู้กับการฟอกเงินและทุนเทาอย่างไร” นายกรณ์กล่าวทิ้งท้าย












