สมช. ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ เตรียมแผนอพยพคนไทยกลับ
สมช. ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ เร่งดูแลคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล-ดูไบ-UAE เตรียมแผนอพยพคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับ พร้อมคุมเข้มความมั่นคงในประเทศ จับตาบุคคลเข้าออกและจุดเสี่ยงทั่วประเทศ โดยเฉพาะประเทศคู่ขัดแย้ง
วันนี้ (2 มี.ค. 69) เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่กระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก และต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาทางการทูต บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
ส่วนในอิหร่าน มีคนไทยกว่า 200 คน ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตได้ติดต่อกับชุมชนไทยอย่างใกล้ชิด มีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน การเดินทางต้องใช้เส้นทางบกโดยรถยนต์ไปยังชายแดนตุรกี เนื่องจากน่านฟ้าอิหร่านปิด ระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร และมีด่านตรวจหลายจุด จึงต้องประสานทางการอิหร่านเพื่ออำนวยความสะดวก โดยย้ำว่า จะดำเนินการโดยทันทีเมื่อประสานงานเรียบร้อย และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ หากมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐบาลพร้อมพิจารณาส่งเครื่องบินไปรับ โดยประสานกับกองทัพอากาศ
ขณะเดียวกันในอิสราเอล มีคนไทยประมาณ 65,000 คน ขณะนี้ยังไม่มีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับ โดยสถานเอกอัครราชทูตติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้รับรายงานว่าทางการอิสราเอลดูแลความปลอดภัยแรงงานไทยอย่างดี
“ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะอาบูดาบีและดูไบ มีคนไทยจำนวนมาก และมีผู้แสดงความกังวลอยากเดินทางกลับกว่า 1,000 คน ขณะนี้ยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ หากประสงค์เดินทางกลับสามารถใช้เส้นทางผ่านโอมาน ซึ่งยังเปิดอยู่ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกด้านเอกสารและกระบวนการเข้าเมือง” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี เช่น บาห์เรน กาตาร์ และคูเวต รัฐบาลไทยก็ประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยในบาห์เรนมีคนไทยประมาณ 6,500 คน พร้อมอำนวยความสะดวกให้เดินทางไปยังเมืองที่ใกล้และปลอดภัยที่สุดผ่านเที่ยวบินพาณิชย์
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เนื่องจากฝ่ายสหรัฐและอิสราเอลอาจมีเป้าหมายมากกว่าการจัดการภัยนิวเคลียร์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังคงมุ่งตอบโต้ไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ จึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งการดูแลคนไทยในต่างประเทศ และมาตรการภายในประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศในพื้นที่ความขัดแย้ง เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมเปิดศูนย์ให้ข้อมูลแก่ญาติพี่น้องของคนไทยในพื้นที่
ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า นอกจากนี้ ยังติดตามบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องที่นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย เราก็มีมาตรการติดตามเพิ่มเติมด้วย โดยที่ประชุมยังเห็นว่า บางครั้งสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ มีการบิดเบือน สร้างความแตกแยก ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เราก็จะมีการติดตามตรวจสอบ ดูให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งก็เป็นอีกมาตรการหนึ่ง
ส่วนด้านเศรษฐกิจ ช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุม โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งในขั้นต้นก็มีการมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ประเมินดูเรื่องพลังงานและน้ำมัน มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดูเรื่องผลกระทบจากการส่งออก และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า คนไทยที่ไปท่องเที่ยวในจุดเสี่ยง ที่มีคนอเมริกาหรืออิหร่านเต็ม จะยังออกไปใช้ชีวิตได้ปกติหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังใช้ชีวิตปกติอยู่ แต่ก็จะมีฝ่ายความมั่นคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยทั้งหมด รวมถึงคนต่างชาติที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในประเทศไทย
เมื่อถามว่า เราจะป้องกันในเรื่องของภัยไซเบอร์อย่างไร ที่มาพร้อมกับสงครามตะวันออกกลาง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องนี้ และเป็นมติข้อหนึ่งที่ให้ทางหน่วยงานการข่าว ตำรวจ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าช่วยดูในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องตรวจสอบ และเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญเพราะบางครั้งโซเชียลก็ไปบิดเบนสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน
ส่วนสถานทูตที่ประจำอยู่ประเทศไทยต้องเพิ่มความเข้มงวดที่ใดเป็นพิเศษ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ทางฝ่ายตำรวจดำเนินการแล้ว มีทั้งสถานทูตสหรัฐฯ อิร่าน และอิสราเอล รวมทั้งประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย ก็มีการเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลเข้มข้นมากขึ้น












