POLITICS

‘อภิสิทธิ์’ รับกอบกู้พรรคเป็นภารกิจยาก โวคนเริ่มบอกเป็นพรรคตัวแปร

วันนี้ (17 ม.ค. 69) พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานระดมทุน “รวมพลคนทำเป็น” นำโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร. การดี เลี่ยวไพโรจน์ ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง ได้พบปะกับผู้สนับสนุนที่มารอมอบช่อดอกไม้และถ่ายรูปร่วมกันอย่างเป็นกันเอง นายอภิสิทธิ์ยังได้ถ่ายรูปกับสแตนดี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และแซวสแตนดี้ตนเองว่า “ใครมายืนหล่ออยู่นี่”

ขณะที่งานเริ่มต้นด้วยการเปิดภาพผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตทั่วประเทศ ก่อนจะจัดวงแลกเปลี่ยน 3 ผู้สมัคร สส. ทั้งนายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคในฐานะผู้สมัคร สส. สงขลา เขต 2 นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 4 และ น.ส. วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 23

นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีกล่าวว่า ทางการเมืองปกติเรียกกันว่างานระดมทุน แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่แค่การระดมทุนแต่เป็นการที่ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่สุจริต นายกรณ์เคยบอกว่าจะไม่ยุ่งแล้วทางการเมือง แต่จุดหนึ่งก็ทนไม่ไหว ทนไม่ได้กับหลายสิ่งที่เห็น ดร. การดี ในฐานะคนที่อยากขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม ในเชิงวิชาการ คลุกคลีกับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของโลก ตนเองไปชวน ดร. การดีให้เข้ามา เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าถึงเวลาที่จะต้องเอาความรู้ความสามารถมาทุ่มเทให้กับบ้านเมือง

2 ปีที่ผ่านมาตนเองใช้ชีวิตในสิ่งหรือในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ตนเองรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ตนเองยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับประถมศึกษา ตนเองออกไปไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมืองหรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทางให้ตนเองสามารถทำงานทางการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนเองได้

2 ปีนั้นตนเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือหนึ่งเสียดายพรรค ซึ่งแม้จะสั้นแต่เจ็บปวดสำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากไล่เรียง ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไรคือ ทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกงการทุจริตคอร์รัปชันระบาดไปทั่ว บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา

บุคคลซึ่งมีประวัติทำผิดคดีร้ายแรงก็สามารถที่จะลอยนวล หรือมีอำนาจในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตนอายเวลาที่มีแขกต่างประเทศ แม้แต่ทูตานุทูตถามตนเองเรื่องนี้ว่าประเทศไทยการเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ก็มีที่มาบอกกับตนเองว่าอย่ากลับเลยการเมือง มีพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านถามตนว่าเลิกแล้วใช่ไหม เลิกการเมืองดีแล้ว จึงถามว่าดีอย่างไร ท่านบอกคนอย่างคุณกะล่อนไม่เป็นไม่ควรไปเป็นนักการเมือง และหากใครรู้จักตนเองชอบเถียงคน แต่ไม่เถียงพระ เถียงในใจ และวันที่ตัดสินใจกลับมา อยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนนี่แหละจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเปลี่ยนแปลงในพรรค เมื่อ 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ตนเองจึงต้องครุ่นคิดอยู่พอสมควร เรามีโอกาสไม่ใช่การกู้พรรค แต่ต้องทำให้พรรคสามารถกลับมาช่วยกอบกู้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่คำพูดที่ว่าเสียดายพรรค ตนเองได้ยินไม่ใช่จากคนที่อยู่ในพรรค ได้ยินแม้แต่คนที่อยู่ต่างพรรค หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพรรค จึงทำให้คิดว่าทำไมต้องเสียดายพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขา จึงตกผลึกว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต พรรคนี้เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความคิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมืองที่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ หรือผลเฉพาะหน้าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ต้องสามารถส่งต่อความคิดเน้นการพลังของการต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถือว่ายากแล้ว เป็นสถาบันก็คนที่เสียดายพรรค เสียดายสถาบัน แล้วตนจะกลับมานำสิ่งเหล่านี้คืนมาได้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ตนเองทำได้คือ การนำประวัติทำงานทางการเมืองของตนเอง ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ รักและไม่รัก เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่ตนเองมั่นใจว่าอย่างน้อย ทุกคนยอมรับว่า 30 ปีในทางการเมือง เรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตและเรื่องสัจจะ ไม่ต้องตั้งคำถามกับตนเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2489 ตนเองรู้การยืนยันสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ โลกเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ตนเองออกจากการเมือง และกลับมาเอาพรรคประชาธิปัตย์กลับไปอยู่จุดเดิม ไม่ใช่สิ่งที่สังคมต้องการ

คนมองประชาธิปัตย์ทุกยุคทุกสมัยเมื่อก่อนไปชวนใครเข้ามา คิวมันยาวเหลือเกิน ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้มีโอกาสทำงานบริหารพรรค แต่ไม่น่าเชื่อจะได้ความเป็นสถาบันหรืออย่างไร เมื่อ สส. หรืออดีต สส. บอกกับตนเองว่า อยากจะให้ตนเองกลับมาดูแลพรรค บุคลากรที่ท่านเห็นในวีดีทัศน์ซึ่งมีผู้อาวุโสมากมายยังมีไฟในการทำงานก็บอกว่าเปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงเป็นบ้านหลังเดิม แต่ผู้บริหารหลายคนเพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์เดิมแต่เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปด้วยกันเอามุมมองของคนอีกกลุ่ม อีกรุ่นเข้ามา นายกฯ ก็ช่วยยุบสภาฯ ก่อนกำหนด ทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเร็วขึ้นไปอีก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 3 เดือนเดินมาถึงจุดนี้มีความอึดอัดใจระดับหนึ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปร กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันกลายเป็นพรรคแกนนำเดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน ซึ่งเรียกเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดของคนที่มาร่วมรับฟัง

“ผมยืนยันว่าอยู่บ้านหลังนี้อยู่บ้านสีฟ้ามา เราไม่เหมือน ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัครทุกคน บอกได้เลยว่ามีส่วนร่วมกับการที่จะทำงานปฏิบัติการไทยหายจน เพราะเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย คนในพรรคมีส่วนร่วม เถียงกับผมได้ตลอด แต่ชนะหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เจ้านายคือประชาชน ไม่มีใครมาสั่งให้ยึดประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราทำ เราเดินหน้าเต็มที่ ภูมิใจได้ว่า ท่านคือผู้ที่ร่วมกับเราที่จะสร้างการเมืองที่สุจริต และชีวิตของคนไทยที่มั่นคง สำหรับคนไทยทุกคน

Related Posts

Send this to a friend