‘สาวิทย์’ หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ย้ำแม้ได้เพียงหนึ่งเสียงก็เปลี่ยนประเทศได้
นายสาวิทย์ แก้วหวาน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ให้สัมภาษณ์กับ The Reporters เปิดเผยถึง การตัดสินใจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่ามกลางข้อจำกัดของพรรคการเมืองขนาดเล็ก
นายสาวิทย์ ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยพรรคส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 8 คน และผู้สมัคร สส.เขตเพียง 3 เขต ได้แก่ จังหวัดชลบุรี เขต 6 และเขต 7 รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชอีก 1 เขต
นายสาวิทย์ กล่าวว่า การตัดสินใจส่งผู้สมัครจำนวนจำกัดเป็นการประเมินตามศักยภาพที่แท้จริงของพรรค ยอมรับว่าสถานการณ์แบบนี้จะไปสู้รบปรบมือกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็คงยากลำบาก เราจึงเลือกยืนหยัดในพื้นที่เป้าหมายที่เป็นฐานของชนชั้นผู้ยากไร้ ไม่สามารถกระจายไปทั่วประเทศได้ทั้งหมด
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จจากการส่งผู้สมัครเพียงไม่กี่เขต นายสาวิทย์ ยืนยันว่า พรรคไม่ได้ตั้งความหวังบนตัวเลข แต่หวังให้เกิดความเป็นไปได้ทางการเมือง
“เราไม่ได้ส่งผู้สมัครเยอะ เราหวังแค่คะแนนความเป็นไปได้ ว่ายังมีโอกาสให้พวกเราตัวแทนเสียงของพี่น้องประชาชน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และคนยากจน เข้าไปอยู่ในสภาหรือไม่”
นายสาวิทย์ ยังสะท้อนประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองและภาคประชาชนที่ยาวนานกว่า 30-40 ปี โดยมองว่าการต่อสู้บนท้องถนนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
“เราสู้บนท้องถนนมายาวนานมาก แต่ท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนกลับทุกข์ยากมากขึ้น วันนี้กระบวนการยุคใหม่ต้องมีทั้งในสภาและนอกสภา ถ้าเราได้เข้าไปในสภา เราจะมีโอกาสชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงของประเทศอยู่ตรงไหน”
นายสาวิทย์ ระบุว่า พรรคสังคมประชาธิปไตยไทยยึดโยงกับปัญหาของประชาชนตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน แรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ เกษตรกรที่เป็นหนี้สิน หรือเยาวชนที่ต้องกู้เงินเรียน
“แรงงานไรเดอร์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวัน เกษตรกรก็เป็นหนี้ ลูกหลานต้องกู้เงินเรียน มันเป็นห่วงโซ่ที่มัดชีวิตพี่น้องประชาชนเอาไว้ และกลายเป็นเหยื่อของระบบการเมืองที่ฉกฉวยโอกาส”
นายสาวิทย์ มองว่าปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายระยะสั้น
“ถ้าเราแก้ปัญหาคนส่วนใหญ่ไม่ได้ เราก็แก้ประเทศชาติไม่ได้ การแจกเงินระยะสั้นไม่ใช่คำตอบ ต้องแก้ตั้งแต่โครงสร้างหนี้สิน ค่าแรง ความเหลื่อมล้ำ และสวัสดิการถ้วนหน้า”
สำหรับบทบาทของพรรคการเมืองที่อ้างตัวเป็นตัวแทนแรงงานในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา นายสาวิทย์เห็นว่ายังไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากพอดี
“แรงงานมีเป็นสิบล้านคน แต่เสียงของแรงงานยังเบามาก เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์และเบ็ดเสร็จ การพูดความจริงจึงยาก”
นายสาวิทย์ กล่าวย้ำว่า นโยบายของพรรคถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของประชาชน ไม่ใช่จากการโฆษณา
“ค่าแรงมันไม่เคยตามคำพูดที่โฆษณาไว้ นโยบายหลายอย่างกลายเป็นการโกหกหลอกลวง เราจึงยืนยันเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า”
นายสาวิทย์ ยอมรับว่าพรรคไม่มีเงินทุน ไม่มีอิทธิพล มีเพียงอุดมการณ์ ความคิด และความเชื่อ
“เรายืนยันว่าเราไม่มีสตุ้งสตางค์ มีแต่อุดมการณ์ เราทำงานเพื่อให้คนส่วนใหญ่มีที่ยืนในสังคม แม้ไม่ได้ สส.เลย เราก็ยังต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป”
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย เชื่อว่าแม้ได้ สส. เพียงหนึ่งคน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
“เพียงหนึ่งเสียงของพี่น้องประชาชนในสภา ก็สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ ถ้าเสียงนั้นเป็นเสียงที่ยืนอยู่ข้างประชาชนจริง ๆ”
ท้ายที่สุด นายสาวิทย์ ได้ฝากถึงประชาชนให้พิจารณาการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ”
“พี่น้องต้องตัดสินใจว่า จะยอมรับการเมืองแบบเดิม หรือจะให้โอกาสพรรคของชนชั้นผู้ยากไร้ เราขอเพียงหนึ่งเสียง เบอร์ 9 เพื่อเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนในสภา”












