TGA ถก ‘เพื่อไทย – อดีต THACCA’ ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง
TGA ถก ‘เพื่อไทย – อดีต THACCA’ ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง ด้าน ‘ยศชนัน’ ชู สร้าง Deep Tech เชื่อมทุนโลก
วันนี้ (12 ม.ค. 69) คณะกรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกม ทั้งกลุ่มผู้พัฒนา (Developers) ผู้จัดจำหน่ายและแพลตฟอร์ม (Publishers/Platforms) รวมถึงภาคการศึกษา เข้าพบ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ณ ที่ทำการพรรค เพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Policy Proposal) โดยมีเป้าในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเกมก้าวขึ้นเป็น New S-Curve ตัวใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างเป็นกันเอง โดยฝั่งผู้แทนผู้ประกอบการได้ฉายภาพรวมของ Ecosystem อุตสาหกรรมเกมไทยที่มีมูลค่าตลาดสูงถึงเกือบ 40,000 ล้านบาท พร้อมชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาค หากได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด สาระสำคัญของการนำเสนอในครั้งนี้ คือการหารือเรื่อง The Legal Bottleneck & Solution ซึ่งทาง TGA ได้เสนอความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดัน พ.ร.บ. อุตสาหกรรมเกม (ฉบับใหม่) เพื่อแยกอุตสาหกรรมเกมออกจากกฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เดิมที่เริ่มล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน การแก้ปัญหากฎหมายนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อก ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว ที่ประชุมยังได้หารือถึง Strategic Partnership ในการนำประเด็นดังกล่าวไปบรรจุเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Soft Power ที่พรรคให้ความสำคัญ และเคยขับเคลื่อนมาแล้วในระยะเวลา 2 ปี ขณะที่เป็นรัฐบาล
ช่วงหนึ่งระหว่างการหารือร่วมกัน นายยศชนัน ได้กล่าวเสริมในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การมองเกมเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ แต่คือการวางรากฐานระบบนิเวศของประเทศใหม่ ทักษะของบุคลากรในวงการเกม ทั้งกลุ่ม AR, VR หรือ IT Skill คือต้นทุนมนุษย์ที่สำคัญมาก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนา AI และเทคโนโลยีอื่นๆ ของประเทศได้ โดยโมเดลการทำงานในอนาคตต้องเกิด “Resource Sharing” หรือการแบ่งปันทรัพยากรที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมองให้ไกลกว่าแค่การให้ทุนตั้งต้น (Angel Fund) แต่ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยไปสู่แหล่งทุนระดับโลก (Global Venture Capital) เพราะลำพังเงินทุนภายในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อยกระดับธุรกิจสู่การแข่งขันระดับสากล หากเราสร้างฐานที่มั่นคงและมีศักยภาพที่ชัดเจน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาเองโดยธรรมชาติ ดังนั้น การสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมจึงไม่ได้จบแค่เรื่องความบันเทิง แต่คือการสร้าง “Ground Truth” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยทั้งระบบอย่างยั่งยืน
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ภาครัฐควรพิจารณารูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ประกอบการจับต้องได้จริง เช่น การจัดซื้อ License หรือเปิด IP (Intellectual Property) ระดับโลกเข้ามา หรือการสร้าง Development Platform ส่วนกลาง เพื่อให้คนทำงานในไทยได้เข้าถึงเครื่องมือ (Tools) ระดับสูง ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดให้นักพัฒนาอยากเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของไทย เพราะมีแต้มต่อด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า พร้อมกันนี้ ยังได้เสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างโมเดล National Champion หรือการมีบริษัทเรือธงที่มีภาครัฐร่วมลงทุนเพื่อนำร่องตลาด รวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเชิงลึกอย่างชิปประมวลผลหรือฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การผลิตเกม แต่คือการสร้างความรู้เชิงลึก Deep Know – how ให้ฝังรากลึกอยู่ในประเทศ เมื่อเราเป็นเจ้าขององค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้อย่างแท้จริง เราจะมีอิสรภาพทางเทคโนโลยีที่จะนำไปประยุกต์ใช้หรือรุกตลาดอื่น ๆ ได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น AR, VR หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตอื่น ๆ
นายยศชนัน กล่าวสรุปว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ยั่งยืน จำเป็นต้องมองให้ครบทั้งลูป (Loop) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมเข้ากับภาคการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันความต้องการของผู้เรียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเกมมีสูงมาก สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่พร้อมที่จะกระโดดเข้ามาในสายงานนี้ แต่โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้การเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือทันสมัยขยายวงกว้างออกไป ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงเฉพาะกลุ่มหรือหลักสูตรนานาชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพื่อเป็นการขยายฐานกำลังคนคุณภาพ (Talent Pool) ให้กับประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้แปลกเปลี่ยนความคิดกับแก่สมาคมฯ ถึงการกำหนดPositioning และ DNA ของเกมไทยให้ชัดเจน ว่าในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า กลิ่นอายหรือเอกลักษณ์ที่เป็น Unity ของเกมจากประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เพื่อสร้างภาพจำ (Branding) ที่แข็งแกร่งให้นักเล่นเกมทั่วโลกรับรู้ โดยมองว่าเกมเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องยนต์ (Engine) สำคัญที่จะพาคนไทยและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยไปสู่เวทีสากล ซึ่งตนและทีมงานยืนดีที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานในทุกมิติ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหรือตำแหน่งใดก็ตาม เพื่อผลักดันให้ระบบนิเวศนี้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม












