POLITICS

สภาที่ 3 ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา ชี้ปัญหาทุจริตของรัฐบาล-การบริหารที่ผิดพลาดของนายกฯ

วันนี้ (27 ก.พ. 64) ที่ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีการจัดอภิปรายสภาที่ 3 เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา ประเด็นการตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลและการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยให้มีการผูกขาดเศรษฐกิจเอื้อนายทุน รวมทั้งการทุจริตในกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ กรณีค่ารถไฟฟ้า อีกทั้งยังมีประเด็นการทุจริตและประพฤติมิชอบในกระทรวงต่างๆ ด้วย

การจัดอภิปรายในครั้งนี้ มีผู้ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ นายวีระ สมความคิด น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่า สตง. และสรุปอภิปรายปิดท้ายโดย นายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ในรอบ 30 สิบปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด และทำให้สังคมแตกแยก ชื่อเสียงประเทศเสียหายในเวทีนานาชาติ รวมทั้งทำให้คนจนในประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นายทุนร่ำรวย มีการรับส่วยมากขึ้น ทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนไทยแย่ลง และทำให้ระบบยุติธรรมถูกบิดเบือน จึงต้องตั้งคำถามว่า 7 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยสงบจริงหรือไม่ เพราะนี่คือพันธสัญญาที่พลเอกประยุทธ์เคยพูดไว้ตอนรับตำแหน่ง

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

รศ.ดร.พิชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความปรองดองจะเกิดได้หากรัฐบาลออก พรบ.นิรโทษกรรม ให้กลุ่มทางการเมืองทุกกลุ่ม ซึ่งอาจทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้ แต่แท้ที่จริงกฎหมายนิรโทษกรรมมีไว้ให้นักรัฐประหารเท่านั้น ไม่ได้มีไว้ให้กับประชาชน สำหรับประชาชนแม้จะออกมาร่วมกันชุมนุมอย่างสงบ แต่สุดท้ายก็จบด้วยการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พิชาย ระบุด้วยว่า 7 ปีที่ผ่านมาความเป็นประชาธิปไตยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเสรีภาพในการแสดงความเห็นถูกคุกคามเรื่อยๆ และอำนาจถูกรวมศูนย์ที่ระบบราชการมากขึ้น กฎหมายแต่ละฉบับก็เป็นกฎที่ห้ามไม่ให้ประชาชนแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับเรื่องการกระจายอำนาจ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์พยายามยื้อไม่ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงเป็นการยื้ออำนาจไม่ให้ไปถึงมือประชาชน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยในอำนาจประชาชนลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้สัปดาห์ที่แล้วพลเอกประยุทธ์ได้ไปต้อนรับตัวแทนรัฐประหารจากประเทศเมียนมาด้วยตนเอง ตนเองจึงมองว่าเป็นปรากฏการณ์ทางการทูตที่แปลกมาก เท่ากับเป็นการนำประเทศไทยไปเทียบกับการรัฐประหารที่เมียนมา สิ่งนี้จึงเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานสากลของประเทศประชาธิปไตย ตีความได้ว่าพลเอกประยุทธ์เป็นอดีตนักรัฐประหารมาก่อน จึงอาจเข้าใจหัวอกของนักรัฐประหารประเทศเพื่อนบ้านด้วยกัน

ด้าน นายวีระ สมความคิด กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลยึดอำนาจมาได้ ก็พยายามโกหกประชาชนตลอดมา รวมทั้งยังไม่ทำตามสิ่งที่รับปากไว้ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุด เรื่องไหนที่รัฐบาลถูกจับได้ว่าไม่โปร่งใสก็จะไม่ตอบคำถาม เช่นเรื่องกางเกงในของทหารที่ซื้อจำนวนกว่าแสนชิ้น แต่ไม่มีส่วนลดเลย อีกทั้งยังมี ส.ส.ยกมือไว้วางใจด้วย ตนเองมองว่ามีอีกหลายเรื่องที่ต้องนำไปดำเนินคดีต่อ เพราะจะมาค้างคาแบบนี้ไม่ได้

ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงประเด็นความผิดปกติของรถไฟฟ้าสายสีส้มว่า รัฐบาลสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกไว้ครบหมดแล้ว ส่วนสายสีส้มตะวันตกกลับจะให้มีการประมูล ประเด็นที่รัฐบาลระบุว่าสายสีส้มต้องยกให้เอกชนนั้น เพราะต้องการยกหนี้สาธารณะ ซึ่งแท้จริงแล้วหากรัฐบาลต้องการทำเพื่อประชาชน รถไฟฟ้าสายสีส้มต้องไม่มีการประมูล และ รฟม. ต้องลงทุนเอง พร้อมทั้งมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นบริหาร ซึ่งสามารถทำได้ แต่รัฐบาลไม่ทำ เพราะต้องการถ่ายโอนผลประโยชน์ให้กับเอกชน

น.ส.รสนา ระบุด้วยว่า หากรัฐบาลสร้างส่วนนี้เอง จะทำให้รัฐมีอำนาจกำหนดราคา และมีอำนาจหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ นอกเหนือจากค่าโดยสาร และดอกเบี้ยเงินกู้ลงทุนไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี เพราะเป็นการกู้โดยรัฐ ซึ่งรัฐมีโอกาสกำหนดโครงสร้างราคาค่าโดยสารทั้งระบบรวมทุกสายที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ประชาชนได้ในระยะยาวด้วย

Related Posts

Send this to a friend