Peace

‘นายพลบีทู’ ผู้นำทหารคะเรนนี KNPP ลั่นสู้รบ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่ประชาชนต้องชนะ

‘นายพลบีทู’ ผู้นำทหารคะเรนนี KNPP ลั่นสู้รบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่ประชาชนต้องชนะ  ชี้ทหารพม่าเริ่มหมดกำลังแล้ว 

นายพลบีทู ผู้บัญชาการกองกำลังคะเรนนี (Karenni Army) ฝ่ายทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สู้รบในเมืองลอยก่อ และเมืองต่างๆในรัฐคะยา ที่กองทัพม่าได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ จนมีผู้อพยพนับหมื่นคน รวมถึงบางส่วนลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย

นายพลบีทู เปิดเผยว่า สถานการณ์รู้รบที่เกิดขึ้น หลังเกิดจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพพม่า ที่ได้ยึดอำนาจจากนางอองซาน ซูจี หลังจากนั้น วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 ประชาชนก็เริ่มประท้วงทุกระดับด้วยมือเปล่า แต่ระยะเวลาสักพักก็ถูกทหารพม่าใช้อาวุธ ยิงประชาชน ฆ่าประชาชน ขับรถชนประชาชนเด็กๆ เยาวชนของเรา มีพี่น้องพ่อแม่ที่เจ็บ ตาย เริ่มเข้าใจ และหนี หนีมาฝึกถืออาวุธที่มีเพื่อต่อสู้ มาฝึกกับKNPP ก็มี ซึ่งการใช้กฏหมายของรัฐบาลทหารพม่า ที่ปราบปรามประชาชน ทั้งการเผาหมู่บ้าน การใช้ปืนใหญ่ยิงเข้าไปในหมู่บ้าน จึงไม่แปลกที่เยาวชนจะมีสิทธิป้องกันประชาชนและทรัพย์สินของเขา

ส่วนสาเหตุที่ทหารพม่า เปิดฉากโจมตีระเบิดในเมืองลอยก่อ นายพลบีทู ระบุว่า กำลังของพม่าช่วงแรกเป็นกองพันที่ 55 ที่เข้ามา ทำการปราบปรามชนกลุ่มน้อย หรือกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) แต่ก็ต้องถอย จากนั้นกองทัพพม่ากองพลที่ 66 เข้ามาแต่ก็ประสบกับความเสียหายมากมาย เพราะฉะนั้นหากประชาชนอยู่ได้เราก็อยู่ได้ ทหารพม่าจึงต้องทำลายประชาชนในพื้นที่ให้หมดก่อนที่มาใช้รถถัง ทิ้งระเบิดใช้ปืนใหญ่ ทำให้กองทัพพม่าเขาประกาศแล้วว่า รัฐคะเรนนีต้องเป็นขี้เถ้า  

นายพลบีทู ผู้บัญชาการกองกำลังคะเรนนี (Karenni Army) ฝ่ายทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP)

“การต่อสู้ 70 กว่าปีของคะเรนนี  และการต่อสู้กองกำลังป้องกันประชาชน PDF ประมาณ 10 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ผมคิดว่ารอบนี้ต้องมีชัยชนะ เพราะกำลังของพม่า 7 หมื่นคน ตอนนี้ไม่เกิน 5 หมื่น หนีบ้าง เจ็บบ้าง  ตายบ้าง กำลังพลที่มีอยู่ในมือตอนนี้ หมดแล้วก็หมดเลย ไม่มีใครสนับสนุน ไม่มีใครช่วย ประชาชนทุกระดับไม่มีจิตใจที่จะช่วยพม่าอยู่แล้วทุกวันนี้ เราต่อต้านทุกวิธี”

นายพลบีทู ย้ำถึงความเชื่อมั่นของคะเรนนี และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร ที่มีเป้าหมายตรงกันในการเรียกร้องประชาธิปไตย และดูจากการใช้กำลังเครื่องบินรบของทหารพม่า ที่มาทิ้งระเบิด 9 ลูก กลับโดนพวกเดียวกัน แต่การยิงมาในพื้นที่ลอยก่อ ก็ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว และมีรายงานเรื่องการใช้อาวุธเคมีในกระสุนของเขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือการใช้อาวุธต่างๆ และเชื่อว่า เป้าหมายของทหารพม่า เป้าหมายหลักคือประชาชน เพราะหากประชาชนไม่มี กลุ่มต่อต้านก็จะไม่มี

ส่วนการเตรียมรับมือการใช้อาวุธหนักของทหารพม่า ทางนายพล บีทู ระบว่า สิ่งที่ประชาชนเราก็มีก็แค่หลุมหลบภัย และการหนีภัย ซึ่งทางกองกำลังคะเรนนี ก็ยังช่วยเหลือประชาชนที่หนีภัยเหล่านี้ 

 “การสู้รบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ในชีวิตผม ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย เราต้องชนะ แต่บางกลุ่มไม่ยอมเสีย อยากจะได้ เพราะแม้จะเป็นพันธมิตรกันอยู่ แต่บางอย่างก็คิดไม่ตรงกัน”

นายพลบีทู ยอมรับว่า เหตุที่คิดว่าครั้งนี้จะเป้นการสู้รบครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะ ดูสภาพอาการแล้วพม่าน่าจะหมดแรงแล้ว ถ้าสิ่งที่อยู่ในมือหมดก็หมดเลย จะไปเกณฑ์ทหารใหม่ที่ไหน นอกจากว่าจะไปเอาคนจีนมาสู้รบกับเรา 

ส่วนกองกำลัง BGF หรือว้า ก็ไม่เกี่ยว คงจะไม่ช่วยพม่า เพราะเขาปกป้องตัวเอง ซึ่งตนเองเคยไปป่าซาง(ฐานบัญชาการกองกำลังว้า UWSA) หลายรอบแล้ว เจอกับผู้ใหญ่ทั้งหมดแล้ว ดูแล้วก็เข้าใจถึงสถานการณ์ได้ 

เมื่อถามว่าแนวโน้มสถานการณ์ใกล้ๆ ตอนนี้ประชาชนนับแสนต้องลำบาก จะมีการบรรเทาปัญหาอย่างไรหรืออยากเรียกร้องอย่างไร นายพลบีทู เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำได้จะส่งเสบียงอาหาร ยา ที่จะดูแลได้ก็ดูแลหากทางไทยจะช่วยเหลือก็สาามารถส่งผ่านมาทางกลุ่มคะเรนนีได้ ถึงมือประชาชนผู้เดือดร้อนแน่นอน

สำหรับกองกำลังคะเรนนี เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สู้รบกับรัฐบาลพม่า อยู่ในรัฐคะเรนนี และเป็นหนึ่งในพื้นที่ติดชายแดนไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เหตุการณ์สู้รบในช่วงวันที่ 11 ม.ค.65 ที่ผ่านมาทำให้มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา อพยพมายังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวของไทย ที่ช่องทางทะนาควาย บ้านในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จำนวน 729 คน ที่ช่องทางเนิน 585 บ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่องอ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 175 ซึ่งได้เดินทางกลับไปแล้ว

Related Posts

Send this to a friend