Lifestyle

EAT DIARY: Natura Garden Cafe คาเฟ่กลางสวนลิ้นจี่ 100 ปี เมื่อธรรมชาติมาพร้อมความอร่อย และวัตถุดิบจากสวนที่ไม่ควรถูกลืม

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ทุกอย่างทันสมัย ล้ำสมัยไปหมด ธรรมชาติ และอาชีพดั้งเดิมหลายอาชีพถูกลบเลือน เรือกสวนไร่นาถูกแทนที่ด้วยอาคาร ตึกรามบ้านช่อง และคอนโดมิเนี่ยมสูงระฟ้า ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่มีค่า และทำให้เราสุขใจได้ทุกครั้งที่ได้ใช้เวลากับมัน

ท่ามกลางสวนลิ้นจี่ ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ ร่มเย็น สบาย

ใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก ตั้งแต่ตัวอาคาร สะพาน ป้าย โต๊ะ เก้าอี้ ซุ้มทางเดิน ให้ความเป็นธรรมชาติ เย็น สงบและสวยงาม

สวยน่าถ่ายรูปทุกจุดตั้งแต่ ทางเข้า ตัวอาคารหลัก ทางเดิน สะพาน ไปจนริมน้ำ แต่ที่ไม่ควรพลาดคือซุ้ม เคราฤาษีที่ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยงามถูกใจ

แกงมัสมั่นสูตรโบราณ รสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟเป็นชุดพร้อมข้าวหอมมะลิหุงดอกอัญชัญ

ตะลิงปลิงโซดา สดชื่น ซ่า หวาน เปรี้ยวกำลังเหมาะ เสิร์ฟมากับตะลิงปลิงแช่อิ่มเคี้ยวหนุบหนับ

บริเวณเดียวกับภูมิใจการ์เด้น

9/3 ถนน จอมทอง แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

(พระราม 2 ซอย 28 แยก 24)

พิกัด MFR8+GM Bangkok

ทุกวัน (เว้นวันอังคาร) 10.00 – 17.00 น.

Natura Garden Café เป็นคาเฟ่ย่านฝั่งธน ตั้งอยู่ในสวนลิ้นจี่อายุกว่าร้อยปีของ “ภูมิใจการ์เด้น” พื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นสวนที่ยังมีชีวิตในกรุงเทพมหานคร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่มีผู้คนทั้งในประเทศ และต่างประเทศแวะมาศึกษา และชื่นชมกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสวนลิ้นจี่แห่งนี้

เกิดขึ้นจากแนวความคิดที่ต้องการให้คนเข้าถึง และได้มีโอกาสได้ชมสวนลิ้นจี่ รวมถึงต้นลิ้นจี่โบราณของภูมิใจการ์เด้นที่ได้รับการคัดเลือกโดยกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็น 1 ใน 65 ต้นไม้ใหญ่มรดกแผ่นดิน (รุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี) เนื่องจากก่อนหน้านี้ ภูมิใจการ์เด้น เปิดให้เข้าชมสำหรับผู้ติดต่อ และจองการเข้าชมสวนมาเท่านั้นโดยมีค่าเข้าชม แต่เมื่อเปิดคาเฟ่ขึ้นทำให้คนที่มาใช้บริการคาเฟ่ ได้เข้าชมสวนลิ้นจี่ไปด้วยโดยไม่ต้องจอง

สวนลิ้นจี่โบราณที่เห็นจากด้านข้างของโซนร้านอาหาร

เราสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติของที่นี่ ตั้งแต่ทางเข้า รั้วที่ทำจากไม้ไผ่ อาคารที่ใช้ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่กับชาวสวนมาแสนนาน เก้าอี้ โต๊ะ ผนัง หลังคา ล้วนมีส่วนประกอบของไม้ไผ่ ไม่มีห้องแอร์ แต่กลับเย็นสบายมีลมผ่านให้บรรยากาศที่สบาย และเย็นใจอย่างบอกไม่ถูก

อาคารหลัก และบาร์สั่งอาหาร-เครื่องดื่มทำจากไม้ไผ่

เราเปิดมื้อนี้ด้วยการสั่งอาหารมาทดลอง 3 เมนูตามรายการที่มีอยู่สำหรับวันนั้น และเมนูที่เราขอแนะนำว่าหากมีโอกาสให้มาลอง คือ แกงมัสมั่นโบราณ เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิหุงกับอัญชัญ ให้สีม่วง ตัดกับสีส้มจัดจ้านของแกงมัสมั่น เสริมให้อาหารที่รสชาติดีอยู่แล้วน่ารับประทานมากขึ้นไปอีก จุดเด่นของแกงมัสมั่นของที่นี่คือรสชาติที่กลมกล่อม ลงตัว ถึงเครื่องแกง เนื้อหมูในแกงมัสมั่นนุ่ม หอม มันฝรั่งชิ้นโตรสชาติเข้าเนื้อ อร่อยลงตัวที่สุด

แกงมัสมั่นโบราณ เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิหุงอัญชัญ

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานแกงกะทิ ไข่พะโล้สูตรโบราณของที่นี่ก็จัดว่าเด็ด เพราะตัวน้ำพะโล้ที่เค็มหวานกำลังดี ไม่ติดหวานเหมือนไข่พะโล้เชื่อม ตัวไข่สุกกำลังเหมาะไม่ overcook จนแห้งกรัง และหมูสามชั้นที่พะโล้มาแบบเกือบจะละลายในปากได้ (หากหั่นมาชิ้นเล็กบางเหมือนชาชู คาดว่าจะละลายได้แน่ๆ) portion ที่จัดมาก็อิ่มกำลังเหมาะไม่มาก ไม่น้อยเกินไป

ไข่พะโล้สูตรโบราณ รสชาติกลมกล่อม พร้อมหมูสามชั้นพะโล้ชิ้นโต แทบละลายในปาก

แต่สำหรับสายเส้น ผัดไทยโบราณห่อไข่กับกุ้งตัวโต ก็เป็นอีกเมนูที่อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเลย เส้นไม่แฉะไม่เหนียว รสชาติกลมกล่อม ได้รสของมะขามเปียกไม่ใช่รสจากน้ำส้ม กุ้งสดเนื้อเด้ง อันนี้ก็แนะนำเช่นกัน

ผัดไทยห่อไข่กับกุ้งตัวโต๊โต

สำหรับเครื่องดื่ม เราเลือกเมนู signature มาทานถึง 3 เมนู 3 แนว ได้แก่ ตะลิงปลิงโซดา ที่เราแนะนำให้ลองเลยสำหรับสายเปรี้ยวซ่า ใช้ตะลิงปลิงแช่อิ่ม และน้ำเชื่อมตะลิงปลิงรสชาติหวานเปรี้ยว ท็อปด้วยโซดาซ่าๆ แล้วการ์นิชด้วยตะลิงปลิงแช่อิ่มเคี้ยวหนุบหนับไว้ให้ทานเล่นคู่กันเป็นเครื่องดื่มเฉพาะของที่นี่ที่ลงตัวมากๆ แต่สำหรับสาวหวาน ขอแนะนำ ลิ้นจี่สมูทตี้ ที่ปั่นมาแบบละเอียดยิบ หอม หวาน เปรี้ยว แต่งด้วยลิ้นจี่ลูกโตสีสวย ดื่มแล้วชื่นใจสุดๆ

ตะลิงปลิงโซดา
ลิ้นจี่สมูทตี้

ปิดท้ายด้วย ลิ้นจี่อเมริกาโน ช็อตกาแฟหอมๆ ราดลงบนน้ำลิ้นจี่ ตกแต่งด้วยลิ้นจี่ลูกโต เป็นอีกเมนูสำหรับคนที่ชอบลองของใหม่ ขม หวาน ตัดกันให้ความรู้สึกที่แปลกดี แต่สำหรับเราอาจจะยังไม่ใช่ เพราะรู้สึกว่าทั้งกาแฟ และลิ้นจี่มันแย่งกันเด่นไปนิดนึง

ลิ้นจี่อเมริกาโน่
เมนูอาหาร และเครื่องดื่มที่นี่เข้ากันแบบสุดๆ

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานอย่างเค้กตะลิงปลิง ที่ทำจากตะลิงปลิงแช่อิ่มที่มาจากสวนแห่งนี้เอง เสิร์ฟพร้อมวนิลาซอร์ส หอมหวาน เนื้อเค้กเป็นเนื้อแน่นแทรกด้วยตะลิงปลิงแช่อิ่มหั่นหยาบๆ พอให้เคี้ยวหนุบหนับได้ในบางคำ รสชาติไม่หวานกำลังดี เมื่อราดวนิลาซอร์สลงไปทำให้เพิ่มความหวานมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่ชอบหวานแนะนำว่ายังไม่ต้องราดนะคะ อาจจะมาดิปเป็นบางคำแทนก็ได้ค่ะ

เค้กตะลิงปลิงราดด้วยวนิลาซอร์ส

พนักงานที่นี่เล่าให้ฟังว่า เมนูต่างๆ ที่นี่มาจากวัตถุดิบจากในสวนและในท้องถิ่น และถูกนำมาประยุกต์ให้เป็นเมนูเฉพาะตัวแต่ยังมีกลิ่นไอความเป็นบ้านสวน และความเป็นธรรมชาติอยู่ ที่นี่เปิดมาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว มีผู้คนแวะเวียนมาเยี่ยมมากมาย ทุกคนที่นี่รู้สึกมีความสุข และภูมิใจที่ได้เผยแพร่วิถีชีวิต และได้นำธรรมชาติมาให้กับแขกผู้มาเยือน รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนในชุมชนได้มีความสุขอีกด้วย

วันที่เราไปเป็นวันธรรมดาช่วงเวลาบ่ายๆ แต่เราก็เห็นผู้คนแวะเวียนเข้ามาใช้บริการมากมาย มีคุณลุง 2 คนนั่งคุยกันริมน้ำอย่างออกรส เป็นวิถีชีวิตที่เห็นแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณลุง 2 ที่นั่งคุยกันริมน้ำ โบกมือให้กับเรือนักท่องเที่ยวที่ผ่านมา

สำหรับคนที่อยากแวะมาที่นี่ หากขับรถมาจากถนนพระราม 2 ให้เข้าซอยวัดสีสุก (ซ.พระรามสอง 28) ตรงมาเรื่อยๆ จนถึง พระราม2 ซอย 28 แยก 24 เลี้ยวเข้าไปอีกไม่นาน เกือบๆ สุดทางจะเป็นที่จอดรถของสวนภูมิใจการ์เด้น หรือ natura garden แต่หากที่จอดรถเต็มสามารถใช้บริการที่จอดรถเอกชนตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ (ห่างจากสวนประมาณ 200 เมตร) แต่หากมาทางจอมทอง ให้เลี้ยวเข้าซอยจอมทอง 19 แล้วแยกขวาเข้า พระราม 2 ซอย 28 ตรงมาจนถึง พระราม 2 ซอย 28 แยก 24 แล้วจะหลงรักธรรมชาติ เหมือนกับเรา

Facebook: Natura Garden Café

Related Posts