WORLD

ชาวเมียนมา กว่า 335 เมือง ลุกฮือต่อต้านรัฐประหาร ขณะที่รัฐบาลทหาร เริ่มใช้กำลังสลายการชุมนุม มีกระสุนจริง

9 วันหลังการรัฐประหารในเมียนมา และ4 วันในการชุมนุมใหญ่ ล่าสุดในวันที่ 9 ก.พ.64 พบว่าชาวเมียนมารวมตัว ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องให้ปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี และผู้นำการเมือง กระจายไปกว่า 335 เมืองทั่วประเทศ ในขณะที่รัฐบาลทหาร ใช้กำลังตำรวจและทหาร เข้าสลายการชุมนุมในหลายจุด โดยเฉพาะที่ กรุงเนปิดอว์ มีอาสาสมัครหน่วยพยาบาล หญิงวัย 19 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนจริงเข้าที่ศรีษะ อาการบาดเจ็บสาหัส

The Reporters พูดคุยกับ นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอทช์ เปิดเผยว่า Human Rights Watch หรือ HRW ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างใกล้ชิด นับจากการรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ.64 และจากท่าทีการแถลงของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.64 ที่ประกาศมาตรการฉุกเฉิน จะจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้ชุมนุมประท้วง ทำให้เริ่มเห็นการใช้ รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และมีการใช้กระสุนจริงแล้ว ในการชุมนุมวันที่ 9 ก.พ.ที่กรุงเนปิดอว์ ซึ่งเห็นชัดว่า มีการยกระดับการสลายการชุมนุม

“อย่างที่เห็นในภาพการชุมนุมที่เนปิดอว์ ตำรวจควบคุมฝูงชน ตั้งแถวเป็นแนว 3 ชั้น มีการประกาศว่าถ้าผู้ชุมนุมไม่ยอมหยุดจะใช้กระสุนจริง เป็นการประกาศชัดแจ้งมาก ว่าจะใช้กระสุนจริง และเริ่มยิง มีคนบาดเจ็บมาก นับได้กว่า 50 นัด และมีภาพคนบาดเจ็บ และมีรอยกระสุนจริง อยู่ตามร่างกาย ช่วงบน ซึ่งไม่ได้ยิงตามกติกาสากล มีการใช้รถฉีดน้ำ มีตำรวจเคลื่อนมาแถวหน้า เราเห็นภาพชัดเจน เห็นชัดว่า ตำรวจประทับปืนกลเบา 9 มม. เล็งมาที่ผุ้ชุมนุม และมีเสียงปืนดังขึ้น ผุ้หญิงที่ถูกยิงใส่หมวกกันน็อค ล้มคว่ำ ที่หมวกกันน็อค มีรู และที่ศรีษะ มีรอยแผล เห็นฟิล์มเอ็กซเรย์ ผู้หญิงคนนี้ถูกยิงด้วยกระสินจริงที่ศรีษะ ทะลุสมอง แพทย์บอกอาการสาหัสมาก โอกาสจะรอดไม่มีเลย”

นายสุนัย กล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เมื่อหญิงที่ถูกยิง อายุเพียง 19-20 ปี เธออยู่แถวหน้า ตอนที่ถูกยิง เป็นความสูญเสียที่ทุกคนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์ในพื้นที่อื่น มีคนบาดเจ็บเยอะมาก เจ้าหน้าที่เมียนมาจัดหนักจริงๆ เมืองใหญ่ๆที่เป็นฐานเรียกร้องประชาธิปไตย เมียวดี มัณฑะเลย์ เอาโล่กระบองไล่ตี ยิงด้วยแก๊สน้ำตา ยิงด้วยกระสุนยาง คนถูกจับบาดเจ็บ เชื่อว่าเหตุสลายการชุมนุม ทำให้เชื่อว่าวันนี้จะมีประชาชนออกมาประท้วงมากขึ้น

นายสุนัย กล่าวว่า แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะมีการประกาศกฏอัยการศึก ทำตามมาตรการฉุกเฉิน แต่ไม่ชอบธรรมและละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนสากล กรณีที่เกิดขึ้น ชาวเมียนมา ชุมนุมอย่างสันติ ไม่มีอาวุธ คนออกมามือเปล่า มาตะโกนคำขวัญเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่เผาบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ไม่มีความชอบธรรมใดๆเลยที่ทำร้ายผู้ชุมนุม การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ก็ผิดกลักการสากลแล้ว ไม่ต้องนับการใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนจริง ไม่ชอบธรรมทุกขั้นตอน

“Human Rights Watch มีข้อห่วงใน นับจากการรัฐประหาร เรื่องใหญ่ที่สุด ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมีการจับตัว อองซาน ซูจี อดีตประธานาธิบดี ผู้นำการเมือง ผู้เห็นต่าง เข้าไปคุมขัง การตั้งข้อหา ที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง การออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การปิดกั้นสื่อ อินเตอร์เนต การปิดน่านฟ้า และการละเมิดสิทธิต่อชีวิต ที่เป็นพื้นฐานมากสุด สิทธิต่อชีวิตถูกละเมิดแล้ว เป็นการใช้กำลัง ที่ทำให้คนตายได้ เป็นการยิงที่จะทำให้คนตาย ได้เกิดขึ้นแล้ว”

นายสุนัย เห็นว่า สิ่งที่องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน แสดงความกังวล เป็นเรื่องจริงว่า รัฐบาลทหาร ละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะนี้เราต้องการความเป็นหนึ่งเดียวของนานาชาติ เรียกร้องให้ทหารเมียนมา คืนประชาธิปไตยโดยเร็ว ต้องคิดมาตรการกดดันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเร่ิมมีการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และธุรกิจ ในเมียนมา กองทัพถือครองธุรกิจเป็นจำนวนมาก กำลังถูกลงโทษ ตัดขาดไม่ให้ทำธุรกรรมได้

ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอทช์ มองว่า การชุมนุมประท้วงของชาวเมียนมาครั้งนี้ ทรงพลังมาก จากข้อมูลเบื้องต้นมีไม่ต่ำ กว่า 110 เมือง ทั่วประเทศ แพร่กระจายไปรอบประเทศอย่างรวดเร็ว ทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก บางเมืองอยู่บนเขาสูง คนก็ออกมาเดินถนนลูกรัง พบว่า เมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ แม้แต่ชาวโรฮิงญา ที่ประหัตประหารหนักมาก เขาไม่ชอบ ซูจี แต่มีคำสัมภาษณ์ที่ยืนยันได้ ชาวโรฮิงญา ที่อยู่ในค่ายอพยพ ห่วงชาวเมียนมา คนในค่ายอพยพที่บังคลาเทศ ชูสามนิ้ว ต่อต้านรัฐประหาร คนในเมียนมา ไม่ว่าชาติพันธุ์ใด พูดเป็นเสียงเดียวกัน ไม่เอารัฐประหาร และพร้อมลุกขึ้นสู้

“ในชั้นนี้ จะเป็นการต่อต้านของประชาสังคม พลเรือน มันอยู่ในคำที่เรียกว่า อารยะขัดขึน ลุกขึ้นสู้อย่างสันติ ไม่ใช่การจับอาวุธมาทำสงครามกลางเมือง เป็นความชอบธรรมที่องค์กรระหว่างประเทศ สนับสนุนการอารยะขัดขืน เริ่มมีเจ้าหน้าที่รัฐ มาต่อต้านรัฐประหารมากขึ้นเรื่อยๆ จาก ครู แพทย์ หมอ มีพนักงานธนาคาร ประกาศหยุดงาน วิศวกร ผู้ใช้แรงงาน พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ดับเพลิง รถไฟ และตำรวจ ที่เกิดภาพทรงพลัง ที่ตำรวจมายืนข้างประชาชน”

นายสุนัย เห็นว่า ครั้งนี้การต่อต้านรัฐประหารในเมียนมา มีวิวัฒนการ ไม่ใช่แค่เดินขบวน แต่อารยะขัดขืน นัดหยุดงาน เป็นการรวมตัวของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ชาติพันธุ์พม่าหรือ NLD มีเจ้าหน้าที่รัฐออกมาร่วมอย่างเปิดเผย รวดเร็ว เจ้าหน้าที่รัฐที่คุมกำลังมายืนข้างประชาชน

นอกจากนี้ยังต้องจับตาการตัดสัมพันธุ์ทางเศรษฐกิจ ที่หลายชาติกำลังมีประกาศ เริ่มจากนิวซีแลนด์ และต้องรอดูท่าทีของอเมริกา และญี่ปุ่น

ส่วนท่าทีของไทย นายสุนัย มองว่า ขณะนี้นานาชาติกำลังมองหาคนกลางที่จะประสาน หรือ ยกหูต่อสาย ถึง พลเอก มิน อ่อง หล่าย ที่แม้อาเซียน จะพยายามเสนอตัว แต่มีการมองว่า ไทย น่าจจะเหมาะสมกับ บทบาทนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นท่าทีใดๆจากรัฐบาลหรือกองทัพไทย

นายสุนัย เห็นว่า ปัญหาในเมียนมา เป็นเรื่องที่ไทย หลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ที่มีการประท้วงในเมืองสำคัญ ตั้งแต่ ระนอง ตาก และเชียงราย รวมถึงแรงงานเมียนมาในไทย ที่ตัวเลขไม่เป็นทางการ อาจมีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน และยังมีผู้หนีภัยการสู้รบในไทยอีกเกือบ แสนคน

“ถ้าพม่าเกิดวิกฤต ไทยเป็นหนังหน้าไฟแน่ๆ การทำบทบาท เป็นคนกลาง จะส่งเสริมบทบาท มนุษยธรรมของไทยได้ และในสัปดาห์หน้า ต้องจับตากรณีครบกำหนดการฝากขัง นางซูจี และอดีตประธานาธิบดี อู วิน มินต์ ซึ่งจะเป็นเส้นเวลาสำคัญมากอีกครั้งหนึ่งว่าการต่อสู้ของประชาชน เข้มข้นมากขึ้น” นายสุนัย กล่าว

HRW เตรียมจะออกแถลงการณ์สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารในเมียนมา และยังจับตาอย่างใกล้ชิด

ชมการสัมภาษณ์ : https://fb.watch/3z2l-ygdiA/

Related Posts