COVID-19

ศบค. แจงสั่งซิโนแวค 12 ล.โดส จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ไม่สามารถส่งวัคซีนให้ได้ตามสัญญาไตรมาส 4

ศบค.รายงานผู้ติดเชื้อ 20,515 ราย ดับเพิ่ม 312 คน สลด เวรเปลแม่สอดเสียชีวิตไร้การฉีดวัคซีน ชี้ พบรายงานเดลต้าแพร่ระบาดทั่วไทย เว้น จ.สุพรรณบุรี สธ.เสนอ แนวคิด Universal Pravention for covid-19 ยึดหลักคิดระวังตัวเอง-ผู้อื่นเเพร่เชื้อ แจงเหตุสั่งซิโนแวค 12 ล้านโดส หลัง จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ไม่สามารถส่งวัคซีนให้ได้ตามสัญญาไตรมาส 4

แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศประจำวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 34 ของโลก พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 20,515 ราย ติดเชื้อ 20,515 ราย ติดเชื้อจากสถานที่ต้องขังเรือนจำ 248 ราย รักษาตัวอยู่ 207,553 ราย

แบ่งเป็นรักษาตัวในโรงพยาบาลหลัก 51,551 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาลสนามและสถานที่อื่นๆ 156,002 ราย อาการหนัก 5,458 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,155 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 312 คนรวมเสียชีวิตสะสม 8,285 คน

ขณะที่รายงานการฉีดวัคซีนไปแล้ว 24,618,749 โดส ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สะสมจำนวน 18,726,405 ราย ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 สะสมจำนวน 5,381,676 ราย และฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 สะสมจำนวน 510,668 ราย ซึ่งหากจำแนกเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วจำนวน 6,083,706 ราย คิดเป็นร้อยละ 79.9 จำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 1,350,467 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.54

ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่าการติดเชื้อภายในภูมิภาค และหลายประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งภายในประเทศไทยการแพร่กระจายเชื้อสายพันธุ์เดลต้า มีความครอบคลุมในทุกจังหวัด ยกเว้นเพียงจังหวัดเดียวคือสุพรรณบุรี

ส่วนผลการตรวจเชื้อด้วย Antigen Rapid Test Kit พบผลบวกทั่วประเทศ 7,210 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.96 ซึ่งต้องรอผลการยืนยันด้วย RT -PCR ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะยังคงมีการตรวจเชิงรุกในพื้นที่แคมป์ก่อสร้าง หรือกลุ่มเสี่ยงต่างๆจึงทำให้ผลของการตรวจ ATK นั้นพบผลบวกว่าขึ้น

ขณะที่รายงานผู้เสียชีวิตจำนวน 312 คน แบ่งเป็นชาย 174 คนหญิง 138 คน สัญชาติไทย 305 คน เมียนมา 5 คน กัมพูชา 1 คน และอังกฤษ 1 คน อายุระหว่าง 28 – 102 ปี โดยแบ่งเป็นผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป 194 คนอายุต่ำกว่า 60 ปีมีโรคเรื้อรัง 77 คนและไม่มีโรคเรื้อรัง 41 คน นอกจากนี้มีรายงานว่าพบการเสียชีวิตในเจ้าหน้าที่เวรเปล ที่โรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งไม่ได้รับวัคซีนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบการเสียชีวิตที่บ้าน 3 คน ที่จังหวัดลพบุรี โดยปัจจัยเสี่ยงในการเสียชีวิตคืออาศัยหรือไปยังพื้นที่แพร่ระบาดจำนวน 139 คนติดเชื้อจากคนรู้จัก 90 คนและติดเชื้อกันภายในครอบครัว 47 คน

กทม. เสียชีวิตมากสุด 78 คน สมุทรปราการ และ ลพบุรีจังหวัดละ 25 คน ชลบุรี 20 คน ปทุมธานี 18 คน สมุทรสาคร 17 คน สระบุรี 10 คน โดยรายงานจากกรมควบคุมโรคระบุว่าอาจมีบางจังหวัดที่เป็นรายงานการเสียชีวิตสะสม เช่นในจังหวัดลพบุรี ที่พบผู้เสียชีวิตถึง 25 คน ซึ่งเป็นการรายงานสะสมในหลายวันที่ผ่านมา เช่นเดียวกับจังหวัดชลบุรีที่พบผู้เสียชีวิตถึง 20 คน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลและผู้เสียชีวิตบางคนก็ไม่ได้ตรวจหาเชื้อก่อนที่จะพบว่าเสียชีวิต

ขณะที่รายงานแนวโน้มผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตในพื้นที่กทม. จะเห็นได้ว่าในช่วงต้น ส.ค กทม .มีแนวโน้มการเสียชีวิตค่อนข้างชะลอตัวลง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าผลจากการเน้นการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรค ที่มีการระดมการฉีดวัคซีน ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ที่เป้าหมาย 1.04 ล้านราย ฉีดไปแล้ว ร้อยละ 93.25 กลุ่มโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค เป้าหมายอยู่ที่ 71,000 ราย ฉีดไปแล้วร้อยละ 96.23

นอกจากนี้กรมควบคุมโรคอย่างรายงานการติดเชื้อในกลุ่มเด็ก 40,000 กว่าราย โดยในช่วงเวลาเดือน ส.ค มีเด็กติดเชื้อไปแล้ว 15,000 ราย และอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 8 คน โดยหากข้อมูลระหว่างที่ 14 พ.ค- 16 ส.ค พบผู้เสียชีวิตระหว่างอายุ 12-20 ปี โดยพบว่าอัตราการตาย 19 คน ซึ่งเด็กที่เสียชีวิตร้อยละ 80 มีโรคประจำตัว นโยบายที่สำคัญในช่วงนี้คือการเร่งระดมเพิ่มการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ แม่จะต้องเริ่มการฉีดวัคซีนในเด็ก

ด้านรายงานการติดเชื้อ 10 ลำดับสูงสุดประกอบด้วยกรุงเทพฯ 4,154 ราย สมุทรสาคร 1,820 รายสมุทรปราการ 1,335 รายชลบุรี 1,206 รายนนทบุรี 756 ราย นครราชสีมา 179 รายฉะเชิงเทรา 632 ราย ศรีสะเกษ 471 รายนครปฐม 468 ราย และพระนครศรีอยุธยา 437 ราย

ขณะที่ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. มีการหารือถึงการกระจายการติดเชื้อซึ่งหากเทียบการติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และในต่างจังหวัดโดยรวม เริ่มมีการชะลอตัวลง ส่วนการติดเชื้อหลักๆ มีการแพร่กระจายจากในสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน ซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อและไปแพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัวและชุมชนใกล้ชิด ดังนั้นนโยบายที่สำคัญ ขอให้ทุกจังหวัดทุกหน่วยงานพยายามช่วยกัน ค้นหาเชิงรุกในชุมชน ลดอัตราการตายและอาการป่วยหนัก

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการหารือถึง Universal Pravention for covid-19 หรือการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะต้องมีความเข้าใจว่าขณะนี้ในการรายงานผู้ติดเชื้อรายกรณีไม่สามารถที่จะค้นหาได้ว่าผู้ติดเชื้อนั้นได้รับเชื้อมาจากใคร หรือเดินทางไปในที่ใดบ้าง ซึ่งจะต่างจากช่วงแรกในการรายงานการระบาด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแนวความคิด การป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาลซึ่งสาระสำคัญคือจะต้องอยู่กับโควิดให้ได้ ต้องปรับสมดุลวิถีชีวิตวิถีใหม่ โดยนายแพทย์อุดม คชินทร เสนอแนวคิดขอให้เราทุกคนคิดเสมอว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวไม่ว่าจะสนิทแค่ไหนอาจเป็นผู้ติดเชื้อโควิค-19

โดยหลักการปฏิบัติจะต้องพยายามออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตรในทุกสถานที่ สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัย ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรังอีกเรื่องการออกนอกจากบ้าน ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยๆ แยกการใช้สิ่งของส่วนตัวทุกชนิด เลือกรับประทานอาหารที่รอและปรุงสุกใหม่ หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงให้ตรวจด้วย ATK บ่อยๆเพื่อยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อจริง

ส่วนการจัดซื้อวัคซีนจากซิโนแวคอีก 12 ล้านโดสนั้น แพทย์หญิงอภิสมัย ชี้แจงว่า กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอที่ประชุม ศปก.ศบค. และ ศบค. ซึ่งได้รับความเห็นชอบ อนุมัติในการจัดซื้อ โดยยึดเอาความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษารายงานวิจัยทั้งในพื้นที่และในโรงเรียนแพทย์ที่หลากหลาย รายงานการศึกษาการใช้อุปกรณ์แพทย์ ผู้ที่ติดเชื้อจากการฉีดที่หน่วย 2 เข็มหลังฉีด 14 วัน ป้องกันการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 72 และป้องกันการเสียชีวิต และอาการหนักสูงถึงร้อยละ 98 โดยผลการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีน astrazeneca ที่บุคลากรติดเชื้อหลังจากได้รับวัคซีน astrazeneca 1 เข็ม พบมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อมากถึง ร้อยละ 88 แต่หากฉีดวัคซีนแบบไขว้ จะทำให้ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อและเสียชีวิตได้มากขึ้น

นอกจากนี้ แผนที่จะระดมการฉีดวัคซีนทั่วประเทศให้ได้ 100 ล้านโดส จะมีการเติมวัคซีน ทั้งของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันและ astrazeneca ซึ่งจอห์นสันแอนด์จอห์นสันระบุว่าไม่สามารถจะส่งวัคซีนให้ได้ ในไตรมาส 4 ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้แผนต้องปรับ เช่นเดียวกับ astrazeneca กำลังการผลิต ที่คาดการณ์ว่าจะได้ 10 ล้าน โดสต่อ เดือน จะลดลงมาที่ 5 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้มีความสมเหตุสมผลที่จำเป็นต้องจัดหาวัคซีนอื่น เข้ามาเสริมในส่วนที่ขาดหายไป

Related Posts

Send this to a friend