COVID-19

พื้นที่สีแดงเข้มไม่ให้ออกจากบ้านเว้นซื้ออาหาร-ยา เริ่ม 20 ก.ค.

เลขาฯ สมช.ย้ำ ตั้งแต่ 20 ก.ค.เริ่ม ล็อกดาวน์ ไม่ให้ออกนอกบ้านแล้ว เว้นกรณีซื้ออาหาร ไปพบแพทย์ และกิจกรรมที่ศบค.กำหนด อธิบดีกรมควบคุมโรค วอนประชาชนอยู่บ้าน ลดการระบาด หากตัวเลขใน 2 เดือนยังสูงอาจใช้โมเดลอู่ฮั่นปิดเมืองคุมเชื้อ เผย พรุ่งนี้เซ็นสัญญาซื้อ ไฟเซอร์ 20 ล้านโดส คาดจบภายในสิ้นปีนี้

วันที่ 18 ก.ค.64 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. เชิญผู้บริหารสื่อมวลชนทั้งสถานีโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ มาร่วมชี้แจง แนวทางการสื่อสารภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 28 โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แพทย์หญิงอภิสมัย สีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ส่วนสื่อมวลชน เช่น นายสรุยุทธ สุทัศนจินดา นายกรรชัย กำเนิดพลอย จากช่อง 3 นายพุทธ อภิวรรณ จากอมรินทร์ทีวี น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters นายกสมาคมสื่อฯ และหมอแล็บแพนด้า รวมทั้งสิ้นประมาณ 40 คน ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ Covid-19 Antigen Rapid Test โดยรู้ผลภายใน 20 นาที ไม่พบเชื้อทุกคน

พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่าการเชิญสื่อมาวันนี้เป็นการชี้แจงในสิ่งที่ทาง ศบค.กำลังทำโดยเฉพาะมาตรการใหม่ที่กำลังออกมา และอยากฟังความเห็นของสื่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น เพราะเชื่อมั่นว่า ความสำเร็จการบริหารสถานการณ์โควิด มี 4 ส่วน คือ รัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน โดยย้ำว่าการทำงานของ ศบค.มีการทำงานร่วมกัน ทั้ง คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่มี รมว.สธ.เป็นประธาน และแต่ละด้าน ตามคำสั่งของ นายกรัฐมนตรี เป็นหลัก

เลขาธิการ สมช. ย้ำว่า ตั้งแต่วัน 20 ก.ค.จะเริ่มมาตรการล็อกดาวน์ ไม่ให้ออกจากบ้านแล้ว เว้นแต่กรณีที่ ศบค. กำหนดในประกาศฯ ฉบับที่ 28 เช่น การไปซื้ออาหาร การพบแพทย์ และอาชีพที่กำหนดและให้ทำงานจากที่บ้าน (Work fromHome) แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ห้างสรรพสินค้าเปิดได้เฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยา ธนาคารในห้างไม่สามาถเปิดได้ แต่ด้านนอกเปิดได้ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด เปิดได้ถึง 20.00 น. มีเคอร์ฟิวตั้งแต่ 21.00 น. – 04.00 น. ห้ามทำกิจกรรมที่รวมตัว 5 คนขึ้นไปในลักษณะมั่วสุม

ส่วนการเดินทางขนส่งในจังหวัดที่กำหนดจะมีการตั้งด่านและตรวจเข้มเริ่ม 21 ก.ค.เน้นพื้นที่ควบคุมสูงสุด 13 จังหวัด โดยรอบนี้จะเป็นเหมือนการล็อกดาวน์เมื่อเดือน เม.ย.63 โดยจะใช้กำลังทหารมากขึ้น ในการตั้งจุดตรวจต่างๆ เพราะต้องใช้กำลังตำรวจในการลาดตระเวนมากขึ้น

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า คาดการณ์ว่าภายในไตรมาส 4 หรือภายในสิ้นปี สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น ช่วงนี้ต้องยันสถานการณ์ไว้ไม่ให้พุ่งขึ้น ดังนั้นช่วง 1-2 เดือนนี้วิกฤตที่สุดที่ต้องขอความร่วมมือ หากทำไม่ได้ภายใน 2 เดือนอาจต้องใช้มาตรการปิดเมืองเหมือนอู่ฮั่น

เรื่องสำคัญมาตรการเร่งฉีดวัคซีน ยังเป็นมาตการหลักในการชะลอการระบาด เน้นกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง และ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เสียชีวิตมากที่สุด มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเป้าหมายที่จะฉีดใน 2 กลุ้มที่ กทม.และปริมณฑล และวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการลดกิจกรรม การค้นหาผู้ป่วย การตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจด่วน Rapid AntigenTest Kit ถ้าตรวจบ่อยมากขึ้น จะแยกผู้ติดเชื้อได้ง่าย และเร่งพาผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังไปฉีดวัคซีนโดยด่วน ยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายให้หาวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดส ภายใน ธ.ค.64

อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค.64) จะลงนามในสัญญาซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโด้ส และจะเจรจาขอเพิ่มอีก 50 ล้านโด้ส และในไตรมาส 4 จะมีบริจาควัคซีนไฟเซอร์ อีก 1.5 ล้านโด้ส จากสหรัฐอเมริกา

ขณะที่นพ.สมศักดิ์ อธิบดีกรมการแพทย์ ยอมรับว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยที่รอเตียงเพิ่มขึ้นวันละ 14,000 คน ทางกรมการแพทย์ จึงต้องเร่งทำ Home Isolation และ Community Isolation สำหรับผู้ป่วยสีเขียว และต้องเพิ่มเตียงสำหรับสีเหลือง สีแดง ให้มากขึ้น โดยต้องให้กลุ่มสีเขียวได้กลับบ้านเร็วขึ้น เช่นในกลุ่ม Hospitel ที่ให้รักษาครบ 7 วันแล้วกลับไปประเมินอาการที่บ้านอีก 7 วัน รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์พักคอย ในกทม.ให้มากที่สุด ซึ่งศูนย์พักคอย ไม่ใช่โรงพยาบาลสนาม แต่ต้องปรับให้ดูแลให้มากที่สุด และตั้งเป้าเปลี่ยนเตียงใน hospitel 20,000 เตียงถ้าได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ และจะเพิ่มช่องทางการโทรให้ไดมากที่สุด ยอมรับว่าปัญหาใน กทม.ที่คาดหวังจะให้มีระบบสาธารณสุขที่ดี

Related Posts