COVID-19

สธ.เผยประสิทธิผล ‘ซิโนแวค-แอสตร้าฯ’ ยังป้องกันป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ แม้โควิดเปลี่ยนสายพันธุ์

กระทรวงสาธารณสุขแถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ยังคงมีการเร่งรัดให้ประชาชนได้รับวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รวมถึงมีการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนหลังการฉีด ยืนยัน วัคซีนในประเทศไทยตอนนี้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะป้องกันทั้งการติดเชื้อ ยังป้องกันการป่วยรุนเเรงเเละการเสียชีวิต

วันนี้ (17 ส.ค.) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข  จ.นนทบุรี นายเเพทย์เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน พร้อมด้วยนายแพทย์ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค  ร่วมกันแถลงข่าวในประเด็น สถานการณ์โรคโควิด-19 และประสิทธิผลวัคซีนในประเทศไทย

นายเเพทย์เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน ได้รายงานผลการฉีดวัคซีนในปัจจุบันว่า มีผลการฉีดวัคซีนสะสมทั้งสิ้น 24,100,631 โดส ประกอบไปด้วย จำนวนผู้ที่ได้รับ 1 เข็ม 18,370,997 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.5 และ จำนวนผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม 5,228,157 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.3 ซึ่งจากผลการฉีดวัคซีนข้างต้น มีการใช้วัคซีนซิโนแวค 11,399,453 โดส แอสตราเซเนกา 10,255,294 โดส ซิโนฟาร์ม 2,036,818 โดส และ ไฟเซอร์ 409,066 โดส

สำหรับจำนวนการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประเทศไทย แยกตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสะสมตั้งเเต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 16 สิงหาคม 2564 พบว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 3,413 ราย เจ้าหน้าที่ด่านหน้าได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 3,295 ราย รวมกับจำนวนกลุ่มเป้าหมายกลุ่มอื่นซึ่งประกอบไปด้วย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ประชาชนทั่วไป ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ หญิงตั้งครรภ์ จะมีจำนวนการได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 118,681 ราย

นายเเพทย์เฉวตสรร ได้กล่าวถึงผลการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย โดยชาวต่างชาติที่มีการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากที่สุดคือ เมียนมา ในส่วนที่เป็นแรงงานซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด รองลงมาคือ จีน กัมพูชา เเละ ลาว รวมทั้งหมด 356,337 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.27% ของจำนวนประชากรต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย อีกทั้งยังได้มีการเน้นย้ำว่า ประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญในการควบคุมโรคเป็นอย่างมาก ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยสามารถแจ้งความประสงค์ในการฉีดวัคซีนเข้ามาได้ 

นอกจากนี้ ยังมีการรายงานภาพรวมจำนวนผู้ป่วย-ผู้ติดเชื้อในชุมชน กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างจังหวัด ในช่วงระลอกเมษายน 2564 นายเเพทย์เฉวตสรร นามวาท ชี้ให้เห็นว่า ตั้งเเต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวนผู้ป่วย-ผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเริ่มมีจำนวนมากกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะท้อนให้เห็นว่ามีการกระจายของโรคมากขึ้น 

นายเเพทย์เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน

นายแพทย์ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค รายงานถึงผลการประเมินประสิทธิผลวัคซีนในบุคลากรการแพทย์ในประเทศไทยว่า จากการศึกษาแบบ Matched case-control หรือกลุ่มเปรียบเทียบ โดยมีการศึกตั้งเเต่วันที่ 1 พฤษภาคม  – กรกฎาคม 2564 พบว่า มีบุคลากรทางการเเพทย์ที่มีการติดเชื้อจำนวนทั้งสิ้น 3,906 คน แต่นายเเพทย์ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ ยังคงยืนยันว่า การได้รับวัคซีนซิโนเเวค 2 โดส จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ คิดเป็นร้อยละ 72 และป้องการป่วยรุนเเรง การเสียชีวิต คิดเป็นร้อยละ 98 

สำหรับการประเมินประสิทธิผลการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา พบว่าการได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา 2 โดส จะสามารถป้องกันการติดเชื้อและการป่วย คิดเป็นร้อยละ 96 การได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา 1 โดส จะสามารถป้องกันการติดเชื้อและการป่วย คิดเป็นร้อยละ 88 

นายเเพทย์เฉวตสรร นามวาท ได้แถลงเพิ่มเติมถึงข้อดีในการฉีดวัคซีนไขว้ระหว่างซิโนเเวคเเละแอสตร้าเซนเนกาว่า จะช่วยกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้นกันได้ไวขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเว้นระยะเวลาในการฉีดโดสที่ 2 นานถึง 3 เดือน โดยสามารถฉีดได้เลยภายใน 3-4 สัปดาห์ และในตอนนี้ หลาย ๆ บริษัทเริ่มคิดค้นวัคซีนรุ่นที่ 2 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับสายพันธุ์ใหม่ ๆ ในอนาคตอาจมีวัคซีนลักษณะที่เหมือนกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ประชาชนได้ฉีดกระตุ้น

ทั้งนี้ นายแพทย์ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ ได้เน้นย้ำถึงประสิทธิผลการฉีดวัคซีนว่า ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนซิโนเเวคหรือแอสตร้าเซนเนกา ก็มีประสิทธิผลช่วยลดการป่วยรุนเเรงเเละการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้เช่นเดียวกัน รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันพาผู้สูงอายุซึ่งเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหลักไปรับวัคซีน เพื่อลดการสูญเสียของผู้ที่มีการป่วยรุนเเรง และเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมเชื้อได้ เพื่อนำไปสู่การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จ

“วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยขณะนี้ ทั้งซิโนแวคครบ 2 เข็ม แอสตร้าเซนเนก้าที่ฉีดเข็มเดียวหรือครบ 2 เข็ม มีประสิทธิภาพช่วยลดทั้งการติดเชื้อ การป่วยรุนแรง และการเสียชีวิต สามารถใช้ต่อไปได้ โดยปรับเป็นการฉีดสลับชนิดเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันระดับสูงในเวลารวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมผู้สูงอายุที่มีโอกาสป่วยรุนแรงและเสียชีวิตยังค่อนข้างต่ำ จึงขอเชิญชวนทุกคนพาผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการเสียชีวิตจากโควิด-19” นายแพทย์ทวีทรัพย์กล่าว

Related Posts

Send this to a friend