COVID-19

สธ.เสียใจครอบครัวพยาบาลเสียชีวิตจากการ ปฏิบัติหน้าที่ เตรียมเสนอฉีดวัคซีนบูสเตอร์ บุคลากรทางการแพทย์


สธ.แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพยาบาลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เตรียมเสนอการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ต่อคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติพิจารณาวันพรุ่งนี้ ย้ำวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต

วันนี้ (11 ก.ค. 64) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ว่า กระทรวงสาธารณสุขขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยพยาบาลรายนี้ได้ฉีดวัคซีนครบสองเข็มเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม แต่จากการปฏิบัติงานภายในหอผู้ป่วยผู้ป่วยโควิด-19 แม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสรับเชื้อจากการปฏิบัติงาน ถือเป็นความเสียสละที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท และจากการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสจากอัลฟาเป็นเดลต้า ทำให้การป้องกันโดยวัคซีนโควิด-19 อาจไม่ได้ผลดีเท่าเดิม 

ดังนั้น คณะกรรมการวิชาการภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่ประชุมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ด้านไวรัสวิทยา และโรคติดเชื้อเข้าร่วม เห็นตรงกันว่าบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นอีก 1 เข็ม ด้วยวัคซีนต่างชนิด คือ ไวรัลเวคเตอร์ หรือ mRNA โดยเสนอคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติพิจารณาวันที่ 12 กรกฎาคมนี้

“หากคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบสามารถดำเนินการได้ทันที กระทรวงสาธารณสุขจึงได้สำรวจความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เพื่อจัดสรรและส่งวัคซีนไปฉีดเป็นเข็มกระตุ้นโดยจะมีการเก็บข้อมูลด้วยการเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันก่อนและหลังฉีด เพื่อเป็นประโยชน์การให้วัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ เชื้อไวรัสที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไวรัสตัวใหม่มักมีความสามารถหลบภูมิคุ้มกันมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น คำแนะนำแนวทางการให้วัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อรับมือกับเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์และผู้รับวัคซีนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” นายแพทย์โสภณกล่าว

สำหรับข้อมูลการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 10 กรกฎาคม 2564 มีจำนวน880 ราย เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เป็นกลุ่มพยาบาล/ผู้ช่วยพยาบาลมากที่สุด 54% กลุ่มอายุที่มากที่สุดคือ ช่วงอายุ 20-29 ปี จากการตรวจสอบข้อมูลการรับวัคซีนพบว่า มีจำนวน 173 คน หรือ 19.7% ที่ไม่มีประวัติฉีดวัคซีน โดยมีรายงานการเสียชีวิต 7 ราย จำนวนนี้ไม่ได้รับวัคซีนโควิด 5 ราย ได้รับวัคซีน 2 รายโดยรายแรกรับวัคซีนซิโนแวคเพียงเข็มเดียว เนื่องจากเริ่มป่วยหลังรับวัคซีนเข็มสองเพียงวันเดียว ซึ่งปกติภูมิคุ้มกันจะขึ้นเมื่อฉีดสองเข็มแล้ว 14 วัน ส่วนอีกรายฉีดครบสองเข็มคือพยาบาลรายดังกล่าวที่เสียชีวิต

ทั้งนี้ ผู้ที่รับวัคซีนครบมีโอกาสติดเชื้อและป่วยเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่รับวัคซีน เนื่องจากข้อมูลพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนซิโนแวค 1 เข็ม จำนวน 22,062 ราย มีรายงานป่วย 68 ราย คิดเป็นอัตรา 308 ต่อการฉีดแสนโดส แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 67 ราย ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวคครบ 2 เข็ม จำนวน 677,348 ราย มีรายงานป่วย 618 ราย คิดเป็นอัตรา 91 ต่อการฉีดแสนโดส ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 597 ราย อาการปานกลาง 19 ราย และอาการรุนแรง 1 ราย  

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 1 โดส จำนวน 66,913 ราย มีรายงานป่วย 45 ราย ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 43 ราย อาการปานกลาง 1 ราย และอาการรุนแรง 2 ราย

“ในระยะนี้มีการระบาดของโควิด-19 จากเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ในหลายพื้นที่ แม้ว่าคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจะมีภูมิคุ้มกันป้องกันอาการรุนแรง แต่ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ จึงต้องเคร่งครัดมาตรการป้องกันโรคโดยสวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มรับประทานด้วยกันทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพื่อป้องกันการรับเชื้อและแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น” นายแพทย์โสภณกล่า

Related Posts